วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ใบหน้าในที่สาธารณะ” : การท่องเที่ยวในอนาคต

การขยายตัวของการผลิตภาคบริการที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดความหลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการที่เป็นทางการในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ และภาคบริการที่ไม่เป็นทางการทั่วๆ ไป จนกล่าวได้ว่า ภาคบริการได้กลายเป็นเหมือนทางเลือกหลัก ของการดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจในสังคมปัจจุบัน นักศึกษาจำนวนมากใฝ่ฝันถึงการเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ที่แต่งร้านสวย (แบบความนิยมชีวิตช้า) โดยใส่ใจน้อยลงในการรับราชการหรือทำงานบริษัท

การขยายตัวที่สำคัญของภาคบริการ ได้แก่ การท่องเที่ยว ที่ได้เริ่มส่งเสริมกันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 และเน้นกันเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นปีท่องเที่ยวไทย อะเมสซิ่งไทยแลนด์ ฯลฯ รายได้จากการท่องเที่ยวก็ทวีสูงมากขึ้น จนกลายเป็นรายได้หลักหนึ่งของประเทศ

กล่าวกันว่า ความสำเร็จของการท่องเที่ยวในสังคมไทย นอกจากสภาพภูมิศาสตร์เพื่อท่องเที่ยวแล้ว สิ่งสำคัญที่เป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาแวะเวียนเมืองไทยได้แก่ “ความน่ารัก” ของคนไทย ที่ทำให้นักท่องเที่ยว ล้วนแล้วแต่สบายใจและพึงพอใจที่ได้รับการบริการอย่างดีเยี่ยม

“ความน่ารัก” ของคนไทยเป็นวัฒนธรรม ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเป็นวัฒนธรรมก็ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม เพราะไม่มีวัฒนธรรมใดที่อยู่คงที่ตลอดกาลเวลา “ความน่ารัก” ของคนไทยที่ผ่านมา สัมพันธ์อยู่กับระบบวัฒนธรรมที่มองคนอื่นเป็นเสมือน “เครือญาติ/เครือญาติเสมือน” ดังที่คำขวัญการท่องเที่ยวในสมัยหนึ่งเน้นว่า เอาใจใส่นักท่องเที่ยวเหมือนญาติมิตร การพบปะ/แลกเปลี่ยน/ซื้อขายสินค้าการท่องเที่ยว จึงมีส่วนผสมผสานของความสัมพันธ์ที่นุ่มนวล/อ่อนละมุน/มีน้ำใจแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย

การบริการที่ตั้งใจทำให้ “เครือญาติ” ที่หยิบยืมมาใช้กับนักท่องเที่ยว จึงเป็นเหมือนความเต็มใจ ที่จะทำให้แก่ญาติมิตร จนนักวิชาการ/นักการเมือง จำนวนหนึ่งเข้าใจผิดคิดไปคนไทยมีจิตใจบริการโดยธรรมชาติ ดังนั้น จะโปรโมทการท่องเที่ยวอย่างไรก็ได้ คนไทยรับได้ทุกรูปแบบ ( ฮา )

“ความน่ารัก” ที่เป็นวัฒนธรรมนี้ ไม่ใช่ว่าพอเกิดมาบนแผ่นดินไทยก็เป็นคนน่ารักไปเลย หากแต่เป็นผลผลิตจากการสร้างและยกระดับ ความหมายของความสัมพันธ์ทางสังคมในชีวิตประจำวัน ขึ้นมาเป็นระบบของความหมายในความสัมพันธ์ทางสังคม ที่ทำให้คนไทยทุกคนหมายรู้ได้ว่า ตนเองจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์หรือในเวลาที่จะต้องสัมพันธ์กับใครคนใดคนหนึ่ง

วัฒนธรรมไทยที่ทำให้คนไทยเป็น “คนน่ารัก” เป็นวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่ไม่เท่าเทียมกัน แม้ว่าในระบบความสัมพันธ์ทางเครือญาติก็ตาม ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจในระดับต่างๆ ดำรงอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน จนทำให้วัฒนธรรม “ผู้ใหญ่-ผู้น้อย” ในรูปลักษณะต่างๆ ฝังอยู่ในระบบความรู้สึกของคนไทยทั่วไป เช่น ครู/นักเรียน กำนัน/ลูกบ้าน ปู่/หลาน ผู้มีพระคุณ เป็นต้น

วัฒนธรรมเช่นนี้สร้างพันธะกิจระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อยเอาไว้ ผู้ใหญ่ก็จะไม่สามารถเอาเปรียบผู้น้อยเพียงฝ่ายเดียว จะต้องเป็นผู้ให้มากกว่ารับ ขณะเดียวกัน ผู้น้อยก็จะต้องมอบความจงรักภักดีและมองการบริการให้แก่ผู้ใหญ่

วัฒนธรรมและพันธะกิจเช่นนี้ เกิดขึ้นและฝังแน่นในสังคมที่การกระจายทรัพยากรรวมศูนย์อยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย หากไม่สามารถทำตัวเป็น “ผู้น้อย” ในสายตา “ผู้ใหญ่” ได้ ก็จะได้รับส่วนแบ่งทรัพยากรน้อยลงหรืออาจจะไม่ได้เลย

ระบบความสัมพันธ์ภายใต้วัฒนธรรมเช่นนี้ “ใบหน้า” ของทุกฝ่ายที่เข้ามาสัมพันธ์กันจึงเป็น “ใบหน้า” ที่เจือเต็มไปด้วยมิตรไมตรีระหว่างกัน ผู้ใหญ่ก็เป็นใบหน้าของความเมตตา ผู้น้อยก็เป็นใบหน้าของความรู้สึกปรารถนาดีในการให้บริการแก่ผู้ใหญ่

การขยายตัวของภาคบริการเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนย้ายทางสังคมของคนที่อยู่ในระบบวัฒนธรรม “ผู้ใหญ่/ผู้น้อย” ให้เข้ามาสู่ภาคบริการการท่องเที่ยว เสน่ห์ของผู้คนในภาคบริการไทย จึงต้องใจนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติ เพราะไม่เคยได้รับความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ในการบริการมาก่อน

แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นในช่วงยี่สิบ/สามสิบปีที่ผ่านมา การกระจายตัวของโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ได้แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง คนไทยได้มองเห็นถึงช่องทางการดำรงชีวิตตนเอง ด้วยความสามารถส่วนตัวสูงขึ้น การศึกษาโดยส่วนใหญ่ก็สูงขึ้นตามไปด้วย พร้อมกันนั้น การขยายตัวของการท่องเที่ยว ได้ทำให้เกิดนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย โอกาสของการขยับขยายเปลี่ยนงานจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งก็ง่ายดายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ได้เปลี่ยนแปลงระบบความสัมพันธ์ทางสังคมแบบ “ผู้ใหญ่/ผู้น้อย” ให้กลายมาสู่ความสัมพันธ์เชิงเสมอภาคกันมากยิ่งขึ้น ความพินอบพิเทาเยี่ยง “ผู้น้อย” เลือนหายไปจากภาคบริการทั่วไป และที่สำคัญ โดยเฉพาะหากผู้ใช้บริการไม่ได้เห็นความหมายของการบริการ (ทำตัวงี่เง่า หรือกร่าง เป็นต้น) ก็จะได้รับการตอบสนองอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน (อาจจะลับหลังหรือต่อหน้าก็ได้)

“ใบหน้า” ในที่สาธารณะภาคบริการจึงเป็น “ใบหน้า” ของความเงียบเฉย ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลง เมื่อประเมินแล้วว่าผู้ใช้บริการให้ความหมายแก่การบริการอย่างไร หากแสดงออกมาดีก็จะได้รับการตอบสนองที่ดีตามไปด้วย หากไม่ใช่ก็จะเป็นใบหน้าอีกรูปลักษณะหนึ่ง ลองนึกถึงผู้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจีนทั่วไปดูซิครับ ใครจะสามารถรักษาจิตใจบริการไว้ได้ (ฮา) ตัวอย่างนี้อาจจะสุดขั้วไปหน่อย แต่หากนึกถึงคุณป้า คุณลุง ที่ทำตัวใหญ่แบบเดิมในร้านอาหารทั่วไป ก็จะพบว่ามันน่าเบื่อหน่ายจริงๆ

ความคาดหวังจะให้ภาคบริการมีจิตใจบริการแบบเดิมๆ เพื่อคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของคนไทย จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้อีกต่อไป ปัญหาก็คือ หากหวังจะสร้างเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทย ก็ต้องไปให้พ้นการขายวัฒนธรรม “ผู้ใหญ่/ผู้น้อย” แต่ต้องเน้นกันที่วัฒนธรรมแห่งความจริงใจบนความเสมอภาคครับ