วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'รับ-ไม่รับ'บ้านเมืองก็วุ่นวาย

หัวเรื่องเรื่องนี้ มิใช่เกิดจากความคิดความเชื่อของผู้เขียน หากแต่เป็นผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน

 ก่อนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สปช.) จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่6กันยายนที่ผ่านมา

สวนดุสิตโพล สำรวจความเห็นประชาชนหลายประเด็น แต่ที่น่าสนใจ และขอหยิบยกมากล่าวในที่นี้ คือ ประชาชนคิดว่าการเมืองไทยหลังจากมีการโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะ“รับ”หรือ“ไม่รับ”เป็นอย่างไร?

อันดับ 1 เหมือนเดิม ร้อยละ 51.62 เพราะไม่ว่าจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใด บ้านเมืองก็ยังคงวุ่นวาย และมีปัญหาเหมือนเดิมโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ ฯลฯ

อันดับ 2 ดีขึ้น ร้อยละ 39.85 เพราะสถานการณ์บ้านเมืองยังคงปกติดี มีมาตรา44 คอยควบคุมดูแลเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้านเมือง การทำงานเป็นระบบมากขึ้นฯลฯ

อันดับ 3 แย่ลง ร้อยละ 8.53 เพราะที่ผ่านมาการร่างรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญ ที่มีปัญหาโต้แย้งมาโดยตลอดถ้าผลออกมาไม่ว่าจะรับ หรือ ไม่รับ ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งแน่นอน ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับผลย่อมออกมาคัดค้าน เคลื่อนไหว ฯลฯ

เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่ประชาชน เป็นห่วงมากที่สุด มิใช่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน หากแต่เป็นเรื่องความสงบร่มเย็นและเศรษฐกิจปากท้องมากกว่า

ยิ่งกว่านั้น ยังเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้งหลังจากนี้

กลับมาที่ประเด็น สปช. ไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ผลตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมก็คือจะทำให้กมธ.ยกร่างฯ ทั้ง36 คนยุติการปฎิบัติหน้าที่ลงทันที จากนั้นให้มี “คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ” จำนวน21คนซึ่งแต่งตั้งโดยหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ภายใน 180 วันแล้วจัดให้มีการทำประชามติอีกครั้งถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ก็ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯแต่ถ้าไม่ผ่านประชามติ ก็จะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการยกร่างฯ21 คนอีกครั้งและจัดทำประชามติจนกว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่าน

เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจมองได้ทั้งสองทางทางแรกคณะกรรมการยกร่างฯ ที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ อาจมีการทบทวน ความเห็นของหลายฝ่าย เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายให้มากที่สุด ก่อนนำไปสู่การลงประชามติ

กรณีนี้จะมีความเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจแต่ประการใด เท่านั้น

อีกทางหนึ่งคณะกรรมการยกร่างฯ ซึ่งแต่งตั้งโดยหัวหน้า คสช. อาจยกร่างตามแนวทางของ คสช.ที่เชื่อว่า จะช่วยแก้ปัญหาการเมืองไทยได้ดีที่สุด

แต่ไม่ว่าจะออกหน้าไหน ก็ยังไม่มีอะไรการันตีได้อยู่ดี ว่าจะถูกใจทุกคนทุกฝ่าย

ด้วยเหตุผลหลายประการประการแรกคนที่มองว่า“คสช.”ไม่ได้มีที่มาจากการยึดโยงกับประชาชน ก็จะยังคงคิดและเชื่ออยู่เหมือนเดิมว่า ไม่ชอบธรรม และไม่สนับสนุนทุกอย่างที่ คสช.ทำอยู่แล้ว

คนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ต่อต้านอำนาจ คสช.

ประการที่สองสิ่งที่คนบางส่วน(คนส่วนนี้อาจประกอบไปด้วยคนหลายกลุ่ม ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม) อยากเห็น ก็คือ ความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. ในสายตานานาอารยประเทศ ยิ่งถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติหลายรอบเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะคือ สิ่งที่อ้างได้ว่า ประชาชน ไม่ยอมรับ คสช.

ประการที่สามต่อให้คณะกรรมการยกร่างฯร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาดีแค่ไหน ในสายตาของหลายฝ่าย ก็จะไม่มีทางพอใจคนบางฝ่าย ที่ได้รับผลกระทบจากร่างรัฐธรรมนูญ เช่น นักการเมือง ที่ถูกกลไกตรวจสอบการเข้าสู่การเมืองอย่างเข้มข้น นักการเมืองที่เสียสิทธิในการเข้าสู่การเมือง และนักการเมืองที่ถูกสร้างกลไกทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเคร่งครัด ซึ่งคนกลุ่มนี้มักอ้างอำนาจที่ตัวเองได้มาจากประชาชน อยู่เหนืออำนาจตรวจสอบทั้งปวงนั่นเอง

ที่สำคัญไปกว่านั้น อย่าลืมว่าสุเทพ เทือกสบรรณและ มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยก็ประกาศตัวชัดเจนเช่นกันว่า สนับสนุนแนวทาง “คสช.” โดยเฉพาะ“การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง”ทั้งยังไม่สนใจเงื่อนเวลาอีกด้วย

ทั้งหมด เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะสนับสนุนความเห็นประชาชนจากผลสำรวจ ว่าคิดไม่ผิด หรือใครว่าไม่จริง