วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คำปรารภรัฐธรรมนูญ

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ส่งให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ศึกษา

 ก่อนลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 6 กันยายน นี้ แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนลงมติ สปช.พบว่าร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มี “คำปรารภ” จะถือว่าสมบูรณ์หรือไม่ และอาจจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ

รัฐธรรมนูญไทย พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่บัญญัติคำปรารภไว้สั้นๆ แต่ไม่ได้เป็นข้อกำหนดตายตัวว่า ทว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว มักจะมีคำปรารภ สั้นกว่าฉบับถาวร

ต่อมา รัฐธรรมนูญไทยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า มักจะมีคำปรารภยืดยาว

  ความมุ่งหมายของ “คำปรารภ” หรือข้อความขึ้นต้นกฎหมาย มีเพื่อบอกให้ทราบถึงความจำเป็นในการมีกฎหมายฉบับนั้นๆ

“คำปรารภ” หมายถึง บทนำ แสดงเหตุผลที่มีรัฐธรรมนูญ ใช้วางหลักพื้นฐานทั่วไปของรัฐธรรมนูญ หรือพรรณนาเกียรติคุณของผู้จัดทำก็ได้

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. วิเคราะห์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีปัญหา ไม่มีคำปรารภ ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่แล้วเสร็จหรือไม่ แม้ กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่าเป็นหน้าที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเขียนคำปรารภในภายหลังจากนี้ แต่ที่ผ่านมาในร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 มีการเขียนคำปรารภในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เว้นเรื่องวันที่ ไว้เพิ่มเติมภายหลัง

  “คำปรารภ” มีผลทางกฎหมายหรือไม่ มีนักกฎหมาย 2 กลุ่มเห็นต่างกัน

ฝ่ายที่เห็นว่าคำปรารภใกล้เคียงกับตัวบทรัฐธรรมนูญ คือ นักกฎหมายอังกฤษและประเทศในเครือจักรภพ นักกฎหมายประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ แต่ฝ่ายที่เห็นว่า เป็นคนละส่วนกับตัวบทมาตรา มิใช่กฎหมาย คือ นักกฎหมายสหรัฐอเมริกา กับประเทศในภาคพื้นยุโรป

ทั้งนี้เหตุที่ต้องมี “คำปรารภ” เป็นบทนำของรัฐธรรมนูญ ช่วยให้รัฐธรรมนูญสละสลวย เพื่อให้ทราบที่มา หรืออำนาจจัดให้มีรัฐธรรมนูญ หรือปณิธานของรัฐธรรมนูญ ข้อความที่แสดงถึงอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ข้อความที่แสดงถึงประวัติของชาติ ข้อความประกาศสิทธิและเสรีภาพของราษฎร ช่วยตีความบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และให้ทราบประวัติการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ

ดังนั้น “คำปรารภ” จึงเป็นอารัมภบทของกฎหมาย ที่มีขึ้นด้วยความมุ่งหมายแสดงพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ในการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ด้วยความเห็นชอบขององค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ โดยพระราชบัญญัตินั้นได้ผ่านการพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติ

โดยหลักแล้ว “คำปรารภ” จะกำหนดให้ทราบถึงความมุ่งหมายของกฎหมายฉบับนั้นๆ แต่ทั้งนี้ก็มีข้อยกเว้นของคำปรารภของกฎหมายบางฉบับ ที่นอกจากจะกำหนดให้ทราบว่าสมควรมีกฎหมายว่าด้วยเรื่องใดแล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดจุดประสงค์ของการตรากฎหมายแทนการระบุว่าเป็นการมี แก้ไข ปรับปรุง ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยเรื่องใด เพื่อให้เกิดความชัดเจน

  ทั้งนี้ “คำปรารภ” ย่อมขึ้นอยู่กับว่า การกำหนดโดยระบุให้มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องใดกับจุดประสงค์ของการตรากฎหมาย อย่างใดทำให้เข้าใจได้ดีกว่ากัน