ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การปรับลดค่าเงินหยวนของจีน เป็นข่าวพาดหัวทั่วโลก
สื่อและผู้เชี่ยวชาญออกมาวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง แต่มักสรุปต่างกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป และเพราะอะไรรัฐบาลจีนจึงทำเช่นนั้น ขั้วหนึ่งประณามรัฐบาลจีนว่า กำลังก่อปัญหาด้วยการลดค่าเงิน เพื่อแย่งตลาดจากผู้อื่น หรือร้ายยิ่งกว่านั้น กล่าวหาว่าจีนต้องการป่วนโลก อีกขั้วหนึ่งมองว่า ไม่น่าจะวิตกกันมากนัก ทั้งนี้ เพราะจีนปรับค่าเงินเพียงเล็กน้อย และเป็นการปรับอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จากการที่เศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ มีปัญหายืดเยื้อ หากจีนไม่ปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนกับดอลลาร์ ค่าเงินหยวนย่อมแข็งขึ้นต่อไป เมื่อเทียบกับเงินสกุลใหญ่อื่นๆ ส่งผลให้ราคาสินค้าของจีนแพงขึ้นด้วย การปรับลดค่าเงินหยวน จึงเป็นเพียงเพื่อหวังคงไว้ซึ่งราคาสินค้าและส่วนแบ่งตลาดของจีน ฉะนั้น มันจะไม่มีผลกระทบต่อประเทศอื่น หรือหากมีบ้างก็เพียงเล็กน้อย
ในระหว่างสองขั้วนี้ มีความเห็นที่อยู่กลางๆ อีกมาก หากจีนไม่ปรับลดค่าเงินหยวนอีก อย่างมากในช่วงเวลาอันใกล้ ขั้วที่มองว่าไม่น่าวิตก มีน้ำหนักมากกว่าขั้วที่ประณามจีน
เรื่องการลดค่าเงินหยวนเป็นข่าวใหญ่ จนทำให้อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดในช่วงเวลาเดียวกัน แทบไม่เป็นข่าว เรื่องนั้นได้แก่ การแถลงผลการวิจัยขององค์กรเอกชนชื่อ Berkeley Earth ที่สรุปว่า แต่ละปีชาวจีนเสียชีวิตจากมลพิษในอากาศถึง 1.6 ล้านคน มลพิษในอากาศเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดหัวใจล้มเหลว เส้นเลือดในสมองแตกและอุดตัน มะเร็งปอดและโรคหอบหืด ข้อมูลบ่งว่าชาวจีนราวร้อยละ 40 ตกอยู่ในภาวะที่ต้องหายใจเอามลพิษเข้าไปเป็นประจำ ทั้งนี้ เพราะในบรรดาเมืองที่มีมลพิษในอากาศสูงที่สุดในโลก 10 เมือง อยู่ในจีนถึง 7 เมือง
ข้อมูลในแนวที่อ้างถึงนั้น อาจเป็นที่รับรู้กันอยู่บ้างแล้ว ทั้งนี้ เพราะกระทรวงปกป้องสิ่งแวดล้อมของจีน แถลงสภาพของอากาศเป็นประจำ และเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แถลงว่าในบรรดาเมืองจีน 161 เมือง มีเพียง 16 เมืองเท่านั้น ที่อากาศสะอาดได้มาตรฐานของรัฐบาล ทั้งที่มาตรฐานนั้นยังต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกอยู่มาก นั่นคือ องค์การอนามัยโลกกำหนดว่า อากาศที่ดีจะต้องไม่มีฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว จำพวกที่เข้าไปฝังอยู่ในปอดได้เจือปนอยู่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่จีนกำหนดให้มีฝุ่นละอองชนิดนั้นได้ถึง 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
เรื่องค่าเงินหยวนและเรื่องมลพิษในอากาศของจีน หากมองเพียงผ่านๆ จะไม่เกี่ยวกัน แต่ความจริงแล้วมันมีความเกี่ยวพันกันสูง ทั้งนี้ เพราะสินค้าที่จีนส่งออกไปขายในต่างประเทศ มักราคาถูกกว่าสินค้าของประเทศก้าวหน้าทั้งหลาย เนื่องจากสินค้าจีนมิได้รวมต้นทุนสำคัญส่วนหนึ่งเข้าไปด้วย นั่นคือ ความเจ็บป่วยและล้มตายด้วยโรคร้าย อันเกิดจากมลพิษในอากาศของชาวจีน หากรัฐบาลจีนมีกฎหมายบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องกรองเอาฝุ่นละอองดังกล่าวออกจากอากาศ ก่อนที่จะปล่อยออกจากโรงงาน ต้นทุนในรูปตัวเงินของสินค้าเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ชาวจีนโดยทั่วไปมิต้อง “จ่าย” ในรูปของความตาย และความเสียหายของสุขภาพ หากจีนรวมต้นทุนดังกล่าวเข้าไปในกระบวนการผลิต ราคาสินค้าของจีนในต่างประเทศ จะไม่ถูกดังที่ปรากฏ นอกจากจีนจะลดค่าเงินหยวนลง เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด
ผู้ที่สนใจในเรื่องของเมืองจีนย่อมทราบดีแล้วว่า ที่ผ่านมาจีนมิได้ยอมให้โรงงานอุตสาหกรรมลดต้นทุนของสินค้า ด้วยการปล่อยมลพิษออกไปในอากาศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังยอมให้ปล่อยสารพิษต่างๆ ลงไปในสายน้ำและในดินอีกด้วย ข้อมูลของกระทรวงปกป้องสิ่งแวดล้อมจีน ที่แถลงออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนบ่งว่า ราว 1 ใน 3 ของน้ำบนผิวดิน และราวร้อยละ 60 ของน้ำใต้ดินของจีน มีสารพิษเจือปนอยู่สูงมาก จนไม่ควรให้ร่างกายสัมผัส ย้อนไปเมื่อปีที่ผ่านมา กระทรวงนั้นแถลงว่า อย่างน้อยร้อยละ 20 ของที่ดินเพื่อการเกษตรของจีน มีสารพิษร้ายแรงตกหล่น หรือเจือปนอยู่สูงมาก รวมทั้งตะกั่ว สารหนู และแคดเมียม สารพิษเหล่านั้นมาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ใกล้ไร่นา อาจจำกันได้ว่า เมื่อสองปีที่ผ่านมามีข่าวพาดหัวเรื่อง การตรวจสอบข้าวในเมืองกวางเจา ที่พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของข้าวในเมืองนั้น เจือปนด้วยแคดเมียม ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและทำให้ไตล้มเหลว
สารพิษที่ตกอยู่ในดินและน้ำ จะทำให้ชาวจีนเสียชีวิตมากน้อยเพียงไรไม่มีการวิจัยยืนยัน เช่นเดียวกับในกรณีของมลพิษในอากาศ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ผลิตในจีนสามารถปล่อยสารพิษลงไปในดินและน้ำได้ ทำให้ต้นทุนสินค้าของพวกเขาลดลงเช่นกัน ณ วันนี้ รัฐบาลจีนตระหนักเป็นอย่างดีในความเสียหายที่เกิดจากสารพิษร้ายเหล่านั้นแล้ว จึงเริ่มตรากฎหมายบังคับให้ผู้ผลิตควบคุม การบังคับใช้กฎหมายย่อมทำให้ต้นทุนของสินค้าเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่า ถ้าจีนต้องการจะคงราคาสินค้าของตนในตลาดโลกไว้ รัฐบาลจีนจะต้องปล่อยให้ค่าเงินหยวนลดลง เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
เรื่องราวที่เล่ามาแสดงให้เห็นว่า ต้นทุนการผลิตสินค้าของประเทศต่างๆ นั้น เปรียบเทียบกันค่อนข้างยาก นอกจากอัตราแลกเปลี่ยนที่รัฐบาลตั้งขึ้น มักไม่อาศัยความเคลื่อนไหวในตลาดแล้ว ยังมีปัจจัยทางด้านมาตรฐานของการผลิต และการคิดต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย
ย้อนไปในสมัยที่จีนยังยอมให้ผู้ผลิตสินค้าปล่อยสารพิษออกจากโรงงานได้ บริษัทข้ามชาติเข้าไปตั้งในจีน เพราะชาวจีนช่วยสนับสนุนต้นทุนด้วยการรับสารพิษแบบถวายชีวิต ตอนนี้รัฐบาลจีนเริ่มมีกฎหมายที่ไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น ทั้งบริษัทข้ามชาติ และบริษัทสัญชาติจีนจึงหันไปลงทุนในประเทศที่ยังยอมให้ประชาชนของตน สนับสนุนต้นทุนด้วยการรับสารพิษ รัฐบาลไทยคงจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนมานานแล้วใช่ไหม?






