เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น
ได้อ่านคำแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบรอบเจ็ดสิบปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งแถลงการณ์ฉบับนี้ได้สะท้อนถึงท่าทีบางประการ ที่แตกต่างไปจากคำแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีสองคนก่อนหน้า ที่ได้แสดงไว้เมื่อคราวครบรอบห้าสิบปีและหกสิบปี ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในอดีต
ในคำแถลงการณ์สองฉบับก่อนหน้า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสองคนคือ โทมิอิจิ มุระยะมะ และ จุนอิจิโระ โคะอิซุมิ ได้แสดงความเสียใจและกล่าวคำขอโทษต่อการทำสงครามรุกราน และการยึดครองอาณานิคมของญี่ปุ่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งใจความสำคัญของแถลงการณ์ทั้งสองฉบับนี้ ได้ถูกยึดถือว่าเป็นจุดยืนทางประวัติศาสตร์ และหลักการทางนโยบายต่างประเทศ ที่ควรจะเป็นของญี่ปุ่นต่อประเด็นดังกล่าวมาโดยตลอด โดยเฉพาะกับจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับความเสียหายจากกองทัพญี่ปุ่นมากที่สุดในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่อาเบะจะอ่านคำแถลงการณ์ของตนเอง มีการคาดการณ์มาโดยตลอดว่า คำแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบรอบเจ็ดสิบปี ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองของอาเบะ จะมีเนื้อหาแตกต่างออกไปจากคำแถลงการณ์สองฉบับก่อนหน้า ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ต่อบทบาทของตนเองในสงครามโลกครั้งที่สองด้วยเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่จีนและเกาหลีใต้รวมทั้งประชาชนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวเกิด ขึ้นจากการที่อาเบะได้แสดงทัศนะทางประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจว่า อาเบะไม่เห็นด้วยกับประวัติศาสตร์ฉบับที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในเรื่องของการรุกราน และความโหดร้ายที่กองทัพญี่ปุ่นได้กระทำไว้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และอาเบะเองก็ยังเคยกล่าวด้วยว่า คำแถลงการณ์ของตนเองจะมีเนื้อหาแตกต่างไปจากคำแถลงการณ์ก่อนหน้า
แต่ในที่สุดแล้ว แถลงการณ์ของอาเบะเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ไม่ได้เลวร้ายมากเท่ากับที่ได้ถูกคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ เพราะอาเบะได้ยืนยันในคำแถลงการณ์ว่า จุดยืนทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นต่อสงครามโลกครั้งที่สอง จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปจากที่แถลงการณ์ฉบับก่อนหน้าได้ระบุไว้ และอาเบะก็ได้เน้นย้ำความเสียใจ และคำขอโทษที่นายกรัฐมนตรีสองคนก่อนหน้าได้เคยกล่าวไว้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น แม้จีนและเกาหลีใต้จะวิจารณ์ว่า คำแถลงการณ์ของอาเบะเป็นการหลบเลี่ยงปัญหาและขาดความจริงใจ เพราะอาเบะอ้างถึงการแสดงความเสียใจและคำขอโทษในคำแถลงการณ์สองฉบับก่อนหน้า โดยไม่กล่าวคำขอโทษของตนเอง แต่ก็ถือได้ว่าอาเบะไม่ได้เปลี่ยนแปลงจุดยืนทางประวัติศาสตร์ ที่เป็นประเด็นสำคัญที่สุดของคำแถลงการณ์ จีนและเกาหลีใต้จึงไม่ได้มีปฏิกริยาต่อคำแถลงการณ์ที่รุนแรง จนเชื่อได้ว่าจะส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
ประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษของคำแถลงการณ์ของอาเบะ นอกเหนือไปจากการคำขอโทษและจุดยืนทางประวัติศาสตร์ก็คือ "การมองไปข้างหน้า" ของอาเบะ โดยคำแถลงการณ์ของอาเบะได้กล่าวว่า ประชาชนปัจจุบันญี่ปุ่นกว่า 80% เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งคนเหล่านี้และรวมไปถึงคนญี่ปุ่นรุ่นต่อๆ ไป ไม่ควรที่จะต้องถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าให้กล่าวขอโทษในสิ่งที่ตนเองไม่ได้มีส่วนรู้เห็น
และอีกประเด็นหนึ่งคือ การกล่าวถึงบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพด้วยแนวทาง "สันติภาพเชิงรุก" หรือ "proactive contribution to peace" ทั้งสองประเด็นนี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากนักในสื่อต่างๆ ทั้งที่อาจเข้าใจได้ว่าอาเบะกำลังบอกกับประชาคมนานาชาติว่า ญี่ปุ่นควรจะต้องหลุดพ้นจากการถูกกำหนดให้ขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียที และในอนาคตการส่งเสริมสันติภาพของญี่ปุ่น จะกระทำในแนวทางที่ต่างออกไปจากเดิม ซึ่งอาจหมายถึงการใช้กำลังทางการทหารเพื่อสร้างสันติภาพ เช่นที่อาเบะเคยได้อธิบายไว้ก่อนหน้า ในประเด็นการขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของสังคมญี่ปุ่นในขณะนี้
หากจะถามถึงความจริงใจในการแสดงความเสียใจ และคำขอโทษของญี่ปุ่นต่อบทบาทของกองทัพญี่ปุ่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ญี่ปุ่นคงจะต้องพิสูจน์ความจริงใจของตนเองด้วยการกระทำ เช่นที่ปัก กึน เฮ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของเกาหลีใต้ได้กล่าวไว้ นั่นคือ ตราบใดที่นักการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาสุดโต่งของญี่ปุ่น ยังคงปฏิเสธจุดยืนทางประวัติศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ไม่ว่าจะในทางตรงหรือในทางอ้อม การแสดงความเสียใจและคำขอโทษของญี่ปุ่น ก็จะยังคงไม่ได้รับการยอมรับโดยสมบูรณ์จากประเทศเพื่อนบ้าน และนั่นจะทำให้ญี่ปุ่นต้องประสบปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์ทุกคราวไป เมื่อวันครบรอบการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองมาถึงอีกครั้งหนึ่งในอนาคต ดังที่ความเป็นมาของคำแถลงการณ์ของอาเบะได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในครั้งนี้
-----------------------
ภาคภูมิ วาณิชกะ
ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย









