ได้มีโอกาสกลับไปเยือนเมืองมะละกาอีกครั้ง หลังจากประชุมแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับมาเลเซีย
แล้วมีวันว่างเกือบหนึ่งวันก่อนกลับไทย จึงให้ฝ่ายมาเลเซียพาไปเยือนเมืองมะละกา อดีตเมืองท่าที่โดดเด่นกว่าเมืองใดในเอเชียอาคเนย์เมื่อห้าร้อยปีก่อน ถ้าจะเป็นรองก็เพียงแค่อยุธยาเท่านั้น พบความเปลี่ยนแปลงจากเมื่อสองปีก่อนที่เคยไปเยือนไม่มากนัก แต่โดยรวมคิดว่ามะละกาเดินมาถูกทางแล้ว สำหรับการทำให้เมืองที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์แห่งนี้ เป็นเมืองที่เอื้อต่อการเที่ยวชมมรดกโลกอย่างแท้จริง
ในบรรดาเมืองที่รุ่งเรือง ทันสมัย เป็นเมกะของทุกด้านในปัจจุบันของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีชื่อเมืองมะละการวมอยู่ด้วย แม้ว่าโดยชัยภูมิแล้ว มะละกายังตั้งอยู่ริมช่องแคบมะละกา แต่ความเจริญไปอยู่ที่สิงคโปร์และภูเก็ตนานแล้ว ทิ้งไว้แต่เพียงประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ และก็เป็นประวัติศาสตร์นี่เอง ที่มะละกาเอามาบริหารจัดการปัดฝุ่นหากินได้นานเหมือนกับอยุธยา แต่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพานิคมอุตสาหกรรมมหาศาลแบบเมืองหลวงเก่าของไทย
ชื่อปัจจุบันของมะละกาเป็นภาษา Bahasa ว่า Melaka แต่คนทั่วไปยังเรียกว่ามะละกา หรือ Malacca อยู่ดี ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1403 โดยสุลต่าน Paramesawara ของแคว้นเทมาเส็ก ซึ่งอยู่บนสิงคโปร์ ท่านสุลต่านลี้ภัยจากการรุนรานของอาณาจักรมัชปาหิตของเกาะชวา มาตั้งเมืองที่นี่ด้วยเห็นเป็นทำเลดี และก็ได้การจริงๆ มะละการุ่งเรืองมาก เพราะคุมจุดที่แคบที่สุดของช่องแคบที่ใครๆ ก็ผ่าน แต่เมื่อโปรตุเกสขยายอำนาจข้ามซีกโลกมายังเอเชียอาคเนย์ ฝรั่งนักยิงปืนก็ยึดเมืองนี้เป็นศูนย์กลางของตนในปี 1511 ก่อนที่ดัทช์จะยึดต่อไปในปี 1641 และอังกฤษในปี 1826 แต่มะละกายามนั้นและในเวลาต่อมา สู้ปัตตาเวียและสิงคโปร์ไม่ได้เสียแล้ว เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Straits Settlement ของอังกฤษ ต่อมาเมื่อมาเลเซียได้เอกราชในปี 1963 มะละกาเป็นรัฐเล็กอันดับที่สามของประเทศ ด้วยพื้นที่ 1,650 ตารางกิโลเมตร มีประชากรไม่ถึงล้านคน อยู่ห่างจากกัวลาลัมเปอร์หากใช้ถนนมอเตอร์เวย์ราว 2 ชั่วโมง
กระนั้นก็ตาม มะละการู้จักจุดขายของตนที่แตกต่างจากที่อื่นๆ เรียกว่าถ้าบาหลีขายความเป็นฮินดู ท่ามกลางมวลหมู่ดินแดนอิสลามอินโดนีเซียแล้ว มะละกาก็เป็นคำตอบเดียวกันของมาเลเซีย ความที่มะละกาเป็นเมืองใต้ปกครองของฝรั่งมาตลอด สถาปัตยกรรมแบบตะวันตก และกลิ่นอายคริสต์ศาสนาอบอวลไปทุกแห่ง ปะปนกับสิ่งที่ทำให้มะละกาน่าสนใจ เช่น เรื่องเล่าของโจรสลัดและพาณิชย์นาวี สิ่งเหล่านี้ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเมืองเล็กๆ แห่งนี้ปีละเกือบ 10 ล้านคน
บอร์ดการท่องเที่ยวของมะละกา มีคำขวัญว่า Visit Malacca Means visiting Malaysiaซึ่งก็แปลกดี เพราะอย่างที่บอกว่า มะละกาเน้นจุดขายที่ไม่เหมือนเมืองไหนของมาเลเซีย เขตเมืองเก่าถูกจัดสรรเป็น Malacca Museum Complex เมื่อผ่านประตูเข้าไป สามารถเดินด้วยเท้าชมรอบเมืองได้เลย หรือจะอาศัยรถม้ารถลากสามล้อที่ครีเอทีฟสุดๆ เน้นเอาใจเด็กๆ ด้วยการใช้ลายการ์ตูนสีชมพูหวานแล่นบรรทุกไปรอบเมือง นักท่องเที่ยวมักจะเริ่มจุดแรกที่ชมคือซากป้อม A.Formosa ซึ่งเป็นป้อมปราการเก่าของโปรตุเกส เหลืออิฐและปืนใหญ่ขนาดเล็กอยู่ไม่มากนัก จากจุดนี้สามารถเดินขึ้นเนินไม่สูงนักไปถึงบนยอดเขาคือ St.John Hill ชมซากโบสถ์ชื่อ St.John’s Church ได้ โบสถ์แห่งนี้เหลือแต่ฝาผนังแล้ว มีแต่ป้ายศิลาหลุมศพชาวโปรตุเกสและดัทช์อยู่ข้างใน แต่เป็นจุดประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเซนต์ฟรานซิส เซเวียร์ หนึ่งในบาทหลวงคาทอลิคที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์เคยฝังอยู่ที่นี่ บนเนินสามารถมองเห็นวิวทั่วเมืองมะละกา
มะละกามีพิพิธภัณฑ์ดีๆ มากมาย ที่มีชื่อเสียงที่สุดน่าจะเป็น Stadthuys Museum ซึ่งเอาทำเนียบเก่าของระบอบการปกครองดัทช์ เอามาดัดแปลงเป็นห้าพิพิธภัณฑ์ภายใน เมื่อเดินในเรือนสีแดงนี้แล้ว จะทราบถึงแทบทุกแง่ทุกมุมของประวัติศาสตร์มะละกา
อีกที่หนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ Maritime Museum ที่จำลองเรือรบโบราณ Flor de la Mar ซึ่งเคยขนสมบัติของพระเจ้ากรุงสยามจากมะละกากลับโปรตุเกส แต่เรือแตกคาช่องแคบเสียก่อน ในเรือจำลองขนาด 400 ตัน จัดเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวพาณิชย์นาวีในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี บนดาดฟ้าสามารถมองเห็นแม่น้ำมะละกาที่ช่วงหน้าแล้งแห้งขอด
สำหรับผู้ที่สนใจอยากมีเรือดำน้ำไว้ใช้ในราชนาวี แนะนำให้ไปดูพิพิธภัณฑ์เรือดำน้ำของมาเลเซีย อยู่ก่อนถึงเมืองเก่ามะละกาเล็กน้อย ยกเรือดำน้ำจริงทั้งลำมาไว้บนบก คล้ายเรือหลวงประแสร์ที่ระยองของเรา เรือดำน้ำชั้น Agosta 70 ลำนี้ชื่อ Ouessant ถูกใช้เป็นเรือฝึกให้ทหารเรือมาเลเซียที่ฝรั่งเศสเมื่อสิบปีก่อน ฝึกได้หกปีก็ปลดระวาง ลากมาเป็นพิพิธภัณฑ์แห้งที่นี่ สามารถขึ้นไปชมระบบ กลไกและความเป็นอยู่ในตัวเรือได้
มะละกาวันนี้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ด้วยการจัดการประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ สงบ ลงตัว พร้อมด้วยความรู้และบันเทิง น่าจะเป็นโมเดลที่ดีของการจัดการเมืองมรดกโลกในที่อื่น เพราะเมืองที่มีอดีตอันงดงามเป็นต้นทุนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบอื่นที่มากเกินงาม ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟที่เกลื่อนถนน จนเหมือนว่าเมืองจะเป็นถิ่นฐานปลูกกาแฟ หรือผับส่งเสียงดังลั่นเอาใจฮิปปี้ต่างถิ่น เพราะนักท่องเที่ยวที่อุตส่าห์ดั้นด้นมา มักต้องการทราบถึงเอกลักษณ์ของสถานที่ มิใช่ที่ที่เขาจะหาได้อยู่แล้วในเมืองที่เขาจากมา









