วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คิดถึง Hurricane Futures

ผมได้มีโอกาสดูรายการข่าว 3 มิติของคุณกิตติ สิงหาปัด ในคืนวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2558

ที่มีการนำเสนอ Scope ของการบริหารจัดการน้ำของประเทศไต้หวัน จึงได้รับทราบว่าไต้หวันนี้เป็นประเทศที่มีข้อจำกัดทางภูมิประเทศที่ปัจจุบันต้องอาศัยน้ำจากพายุที่พัดผ่านประเทศเป็นสำคัญ โดยหากปีใดมีพายุพัดเข้าน้อยในปีนั้นก็อาจจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำได้ 

จากนั้น เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ยินข่าวว่า จะมีพายุพัดเข้าไต้หวัน ตอนแรกก็แอบดีใจแทนชาวไต้หวันว่าในปีนี้คงจะได้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างไม่คลาดแคลน แต่ต่อมาก็อดเศร้าใจไม่ได้ว่า เจ้าพายุลูกนี้ได้พัดเข้าไต้หวันพร้อมคร่าชีวิตชาวไต้หวันไปถึง 6 คนไม่นับรวมผู้คนได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยผู้คนกว่า 5 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้จนถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(ที่มา ไทยรัฐ “หอบรถปลิวทั้งคัน! ชาวไต้หวันสุดตะลึง ไต้ฝุ่นเซาเดโลร์รุนแรงหนักมาก”10 สิงหาคม 2558)

ขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ ทราบว่า เจ้าพายุที่มีชื่อเรียกว่าไต้ฝุ่น“Soudelor” “เซาเดโลร์”นี้ได้พัดผ่านไต้หวันและพัดเข้าฝั่งที่ประเทศจีนแล้วบริเวณมณฑลฝูเจียน (หรือ ฮกเกี๋ยนตามที่คนไทยเรียกกัน) โดยล่าสุดได้คร่าชีวิตชาวจีนไปอีก 21 รายและยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ยังสูญหาย ซึ่งสื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมแล้วอยูที่ประมาณ 8,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท (ที่มา กรุงเทพธุรกิจ “น้ำท่วม‘พม่า’ตายทะลุ100 ‘จีน’เสียหาย8พันล.หยวน” 11 สิงหาคม 2558

ไต้ฝุ่น “เซาเดโลร์” ถูกระบุว่าเป็นพายุที่มีความแรงที่สุดของปีนี้ในภูมิภาคนี้ด้วยความแรงลมถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่มีชื่อเรียกว่า “ไต้ฝุ่น” เนื่องจากเป็นพายุแรงที่เกิดขึ้นในแถบบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก (แถบ จีน เกาหลี ญี่ปุ่นนิละครับ)ซึ่ง พายุขนาดยักษ์ มีชื่อเรียกกันอยู่3 ชื่อ ครับ ได้แก่ “พายุไต้ฝุ่น” “พายุเฮอริเคน” หรือ เจ้าตัวร้ายอย่าง พายุ “นาร์กิส” ที่เป็น “พายุไซโคลน”ได้คร่าชีวิตพี่น้องชาวพม่าไปจำนวนมากกว่า 300,000 คนเมื่อมี พ.ศ.2551

พายุลูกที่จะได้ถูกจัดให้เป็น “ไต้ฝุ่น” “เฮอริเคน” หรือ “ไซโคลน” นั้นจะต้องมีความเร็วลมอย่างน้อย 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดของพายุแต่ละลูก เช่น พายุที่เกิดในมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิกช่วงตะวันตกเฉียงใต้ และแถวบริเวณออสเตรเลียจะเรียกว่า “ไซโคลน”

ขณะที่ “เฮอริเคน” จะใช้เรียกพายุที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกช่วงตะวันออกเฉียงเหนือ และ/หรือ มหาสมุทรแอตแลนติก ได้แก่บริเวณประเทศอเมริกา และในแถบอ่าวเม็กซิโก อย่างเช่น เฮอริเคนKatrina (“แคทรินา”) เมื่อเกือบ 10 ปี ที่แล้วที่เข้าถล่ม รัฐลุยเซียนา โดยเฉพาะเมืองนิวออร์ลีนส์ และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากมายมหาศาลถึง 108,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 3.8 ล้านล้านบาท

ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีปัญหาเกี่ยวกับพายุรุนแรงที่เป็นระดับพายุเฮอริเคนบ่อยครั้ง จนต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับเรื่องพายุเฮอริเคนโดยเฉพาะที่ชื่อว่า ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติ (National Hurricane Center) มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา โดยเป็นหน่วยงานในสังกัดของ “National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA)” หน่วยงานระดับกรมที่ดูแลสารพัดเรื่องเกี่ยวกับการพยากรณ์อากาศ เตือนภัยพายุ ติดตามภาวะภูมิอากาศ ดูแลสภาพแวดล้อมชายฝั่ง สนับสนุนการค้าขายทางเรือ ฯลฯ

สิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับผมมากก็คือต้นสังกัดของ เจ้ากรม NOAA ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับพยากรณ์อากาศและงานอื่นที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ครับว่ากรม NOAA ที่ว่านี้สังกัดอยู่กับกระทรวงที่ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย นั่นคือ อยู่ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ (U.S. Department of Commerce)
หน่วยงาน NOAA มีพันธกิจ อาทิ 1) เข้าใจและพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงใดๆ ของสภาวะสิ่งแวดล้อมโลก 2) อนุรักษ์และจัดการทรัพยากรชายฝั่งและในทะเลให้เป็นไปตามความจำเป็นของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (www.noaa.gov) โดยการที่หน่วยงานอย่าง NOAA สังกัดภายใต้กระทรวงพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกา ก็อาจเป็นเพราะความเชื่อที่ว่า การค้าขายล้วนมีความเกี่ยวข้องกับสภาวะลมฟ้าอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งชายฝั่งและในมหาสมุทรแทบทั้งสิ้น

สภาพดินฟ้าอากาศ รวมถึงการเกิดขึ้นของพายุประเภท “ไต้ฝุ่น” หรือ “เฮอริเคน” หากป้องกันไม่ดีย่อมก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีสถิติของการเกิดพายุเฮอริเคนแทบทุกปี โดยเฉพาะรัฐยอดฮิตที่มักเป็นเหยื่อของเฮอริเคนหนีไม่พ้น ฟลอริดา ลุยเซียนา และรัฐอื่นๆ ตามชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก

เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงจากพายุเฮอริเคน ในปี พ.ศ. 2550 Chicago Mercantile Exchange หรือ CME Group จึงได้ออกแบบ และนำเสนอสินค้า Hurricane Futures ซึ่งมีรูปแบบการซื้อขายล่วงหน้า เฉกเช่นเดียวกันกับ การซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้น หรือการซื้อขายล่วงหน้าทองคำหรือน้ำดิบ ที่หลาย ๆ ท่านคุ้นเคยกันดี
Hurricane Futures ที่ CME นำออกมาให้ซื้อขายล่วงหน้านี้ มีตัวอ้างอิงเป็นดัชนีที่เรียกว่า Carvill Hurricane Index ซึ่งเป็นดัชนีค่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากพายุเฮอริเคน ยิ่งดัชนีแสดงค่าสูงเท่าไรหมายความว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากพายุยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างของการบริหารความเสี่ยงจาก Hurricane Futures เช่น นาย XXXมีความเสี่ยงจากการพัดเข้ามาของพายุ Hurricane Futures อาจทำการซื้อล่วงหน้า Hurricane Futures ไว้ (เข้ามามี Long Position ไว้) ซึ่งเมื่อมีพายุเฮอริเคนเข้ามาก่อให้เกิดความเสียหายจริงๆ (Hurricane Index ปรับตัวสูงขึ้น) นาย XXXก็จะมีกำไรจากการปรับตัวขึ้นของ Hurricane Futures ซึ่ง XXXก็จะสามารถนำกำไรที่ได้จาก Futures Trading นี้ไปชดเชยความเสียหายของตนที่เกิดขึ้นจริงจากพายุเฮอริเคนได้

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาก็คงต้องยอมรับความจริงว่า สินค้า Hurricane Futures นี้ไม่ได้รับความนิยมเลยจากทั้งจากผู้ประกอบการและจากผู้เล่นในตลาด ทำให้ปัจจุบันทาง CME ได้ถอดสินค้า Hurricane Futures นี้ ออกจาก Shelf เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันกับสินค้าในกลุ่ม Weather Index ส่วนใหญ่ที่เคยถูกนำเสนอออกมา เหลือแต่ สินค้าประเภทอุณหภูมิอากาศ(Temperature-based index futures) ที่คงยังมีการเปิดให้ซื้อขายกันอยู่

ก็คงอาจจะเป็นเพราะการผ่องถ่ายความเสี่ยงแบบดั่งเดิมของผู้ประกอบการด้วยระบบของการประกันภัย(หรือ Insurance ซึ่งในกรณีของพายุ ก็จะเกี่ยวข้องกับการประกันภัยพิบัติหรือ Catastrophe Insurance) ที่สามารถหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดี จนทำให้เครื่องมือการบริหารความเสี่ยงอย่างอื่นที่ถูกออกบอกมาเป็นทางเลือกอย่าง Futures อาจจะเกินความจำเป็นไปก็ได้ในหลาย ๆ กรณี