กรอบระยะเวลาทำงานของ สปช.ใกล้ถึงวันสำคัญเข้ามาทุกขณะ
เพราะกำหนดวันรับร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงสำเร็จเรียบร้อย จะถึงมือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ และจะมีการกำหนดวันลงมติไม่เกินวันที่ 7 กันยายน ซึ่งหมายถึงวาระการดำรงตำแหน่งของสภาปฏิรูปจะครบวาระ และต้องผันตัวไปเป็น “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ในระยะเวลาอีกไม่นานนี้
ผมจึงเห็นควรนำเสนอหลากหลายเรื่องราว ที่เป็นทั้งผลงานและสิ่งที่เป็นประสบการณ์ มาเล่าสู่กันฟัง แบบไม่ต้องปกปิดซ่อนเร้น ต้องยอมรับว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่มีการอภิปรายเสนอแนวคิดในสภา สปช.ของหลายกรรมาธิการปฏิรูป ได้รับการสนองตอบในทางบวก อันสังเกตได้จากมาตรการวิธีการหลายเรื่อง ที่คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นำไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณีการยกเลิกการสรรหาคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่ถือเป็นคุณูปการอย่างยิ่ง เนื่องด้วยทางผู้เขียนได้เคยนำเสนอความเห็นที่ร้องขอให้มีการทบทวนกระบวนการ และเห็นว่าไม่เหมาะสมให้มีกระบวนการสรรหา ในขณะที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีความชัดเจนว่า “องค์กรอิสระทั้งหลาย” ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) หรือกรณีของ คปก.จะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
การมีคำสั่งตามมาตรา 44 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ให้ยกเลิกกระบวนการสรรหา คปก.ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ดี ในกรณีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ซึ่งได้มีคำสั่งของ คสช.ให้มีการดำเนินการสรรหากระทั่งได้บุคคลจำนวนหนึ่ง ท่ามกลางเสียง “ครหาของสังคมในบุคคลบางส่วน” อาจจำเป็นต้องถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทางรัฐบาล และ คสช.จะพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมชอบธรรมต่อไป เพราะก่อนหน้านี้แม้แต่ ท่านอาจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม ยังได้กรุณาให้ความเห็นตามที่ผู้สื่อข่าวสอบถามทำนองว่า ทาง คสช.อาจสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดำเนินการระงับยับยั้ง หรือพิจารณาทบทวนกระบวนการที่ผ่านมาได้ แต่อีกทางหนึ่งที่มีการเสนอโดยผู้รู้บางกลุ่ม ก็ได้เสนอให้ทาง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล เมื่อถึงเวลาการพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพราะสามารถใช้การประชุม “ลับ” ในการพิจารณาความเป็นมาเป็นไปของแต่ละบุคคลได้อย่างเต็มที่
สำหรับประเด็นการปฏิรูปอื่นๆ ยังมีเรื่องสำคัญอีกมากมาย ที่ยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะในคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายที่ผมทำหน้าที่เป็นประธานอยู่ ได้เสนอเรื่องล่าสุดต่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือเรื่องของการเสนอมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งระบบ สาระสำคัญที่นำเสนอไปมีหลายเรื่องที่ได้ผ่านกระบวนการ cross cutting คือ ได้มีการตรวจทานสิ่งที่อาจมีความซ้ำซ้อน ทั้งกับกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการชุดต่างๆ เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน และหากมีสิ่งที่สามารถเสริมต่อช่วยทำให้การปฏิรูปดีขึ้น ก็จะนำมาปรับปรุงพัฒนาร่วมกัน ดังเช่นกรณี “มาตรการฯ ที่ได้นำเสนอต่อสภาฯ นี้ เป็นตัวอย่าง”
สิ่งที่ผมในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย ได้นำเสนอต่อที่ประชุมสภาล่าสุดคือ การเสนอให้มีการแก้ไขประมวลรัษฎากรมาตรา 10 และมาตรา 10 ทวิ เพื่อเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สรรพากรมีอำนาจในการเปิดเผยข้อมูลการเสียภาษีของบุคคลและนิติบุคคลได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการ “ตรวจสอบบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ที่ในอนาคตประชาชนทุกหมู่เหล่า สามารถเรียกเอกสารหรือตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์ หรือแหล่งอื่นที่มีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวได้ ย่อมเป็นผลดี ให้เกิดการร่วมมือในการเปรียบเทียบฐานานุรูปของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับการมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สิน
ในส่วนของ ปปช ที่มีปัญหาคดีค้างเก่าอย่างมาก เพราะได้มีการตรวจสอบย้อนหลังถึงคดีที่ไปสู่ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” เราพบว่าราวสิบปีที่ผ่านมา มีคดีนักการเมืองไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลราว 30-40 คดี นั่นย่อมสะท้อนความจริงว่า คดีส่วนใหญ่ยังค้างอยู่ที่ ปปช.เราจึงได้แนะนำว่า ในอนาคตน่าจะมีองค์คณะของคณะกรรมการไต่สวนอิสระ เช่น อดีต คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เคยดำเนินการสัมฤทธิผลมาในหลายคดี แม้จะมีทั้งผู้ที่ชื่นชอบและอาจไม่ชื่นชอบปะปนกัน แต่มองว่าภาระหน้าที่ของกรรมการ ปปช.ทั้ง 9 ท่านในวันนี้มีมากเกินไป ควรให้กรรมการ ปปช.พิจารณาดคี ในส่วนที่เป็นการทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการเป็นหลัก ส่วนของนักการเมืองที่มีมูลค่าความเสียหายสูง และมีความสลับซับซ้อนพึงให้ “องค์คณะไต่สวนอิสระ” เข้ามาทำหน้าที่แบกรับภาระ นอกจากนั้น ยังมีแนวคิดในการนำระบบ “ยุติธรรมชุมชน” การไกล่เกลี่ย การตระหนักถึงวัฒนธรรมความเชื่อ ความศรัทธา ของท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน
โดยรวมแล้วหากมีโอกาสได้เข้าร่วมในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อ ทางคณะทำงานและอนุกรรมาธิการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายยังมีสาระ และเรื่องราวการปฏิรูปอีกหลายเรื่องราว ที่จะดำเนินการต่ออีก ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบการอำนวยความยุติธรรม ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์กับการแก้ปัญหาจราจร การควบคุมผู้ต้องขัง และการใช้มาตรการแก้ปัญหาการบุกรุกป่าพื้นที่สาธารณะ เข้ามาผนวกในการขับเคลื่อนกฎหมาย และมาตรการสำคัญที่ได้วางแผนยุทธศาสตร์ชาติไว้









