วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การศึกษาต้องมากกว่า IT

นโยบายสูตรสำเร็จเรื่องหนึ่งทางด้านการศึกษา คือการส่งเสริมให้โรงเรียนต่างๆ มีคอมพิวเตอร์ มีอินเทอร์เน็ต

โดยมีเหตุผลว่า ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ รู้จักค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ เป็นการพัฒนาคุณภาพของเด็กให้มีความรู้ความสามารถ ไม่น้อยหน้ากว่าเด็กชาติอื่นเขา

โครงการสารพัดที่ผุดขึ้นมาในช่วง 10 ปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็น การซื้อคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน การฝึกอบรมการใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมสำเร็จ รวมถึงการจัดซื้อแท็บเล็ตให้กับนักเรียน หากเรามองข้ามความเป็นไปได้ (สูง) ที่จะมีการคอร์รัปชันไป แล้วนึกถึงประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ ก็ต้องยอมรับว่า โครงการเหล่านี้มีศักยภาพที่จะยกระดับความสามารถของเด็กไทยได้จริง เพราะช่วยให้เด็กไทยมีโอกาสได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้เพิ่มขึ้น มีโอกาสได้ทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ตั้งแต่เนิ่น ซึ่งจะช่วยให้การปรับตัวในการเรียนระดับสูงและชีวิตการทำงานได้ง่ายขึ้น

หากมองในแง่ของความเท่าเทียมกันแล้ว แม้ว่าทุกโรงเรียนจะได้คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตรุ่นเดียวกัน แต่นักเรียนกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้มากที่สุดคือ นักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะปานกลางถึงฐานะดี เพราะครอบครัวเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอุปกรณ์เหล่านี้อยู่ที่บ้านอยู่แล้ว และสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ พวกเขาจึงมีโอกาสได้ฝึกฝนหาความรู้ความชำนาญเพิ่มเติมได้นอกเวลาเรียน ส่วนเด็กที่มาจากครอบครัวที่ฐานะไม่ดีนัก เมื่อออกจากโรงเรียนไปแทบจะไม่มีโอกาสได้แตะใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากนัก เรื่องอินเทอร์เน็ตยิ่งไม่ต้องพูดถึง ด้วยเหตุนี้ การที่ทุกคนได้รับแจกแท็บเล็ตเหมือนกัน จึงเป็นตัวอย่างของความเท่าเทียมกันในเชิงปริมาณ ไม่ได้สะท้อนถึงความเท่าเทียมกันในเชิงผลประโยชน์ที่ได้รับจากนโยบายด้าน IT เหล่านี้

หากเอาหลักการวิเคราะห์และประเมินโครงการมาจับ การลงทุนลักษณะนี้น่าจะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวก ซึ่งตามตำราแล้ว โครงการที่มีผลตอบแทนเป็นบวก เป็นโครงการที่น่าสนใจ น่าลงทุน แต่การคิดโดยใช้กรอบแบบนี้ได้ละเลยพื้นฐานของการจัดทำนโยบายสาธารณะ

ก่อนจะคำนวณหาค่าผลตอบแทนจากการลงทุน เราจะต้องเรียงลำดับความเร่งด่วนของโครงการเสียก่อนว่า มีโครงการอะไรบ้างที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกัน มีผลลัพธ์คล้ายกัน แล้วเอาโครงการเหล่านั้นกางดูกันว่า โครงการไหนควรจะเกิดก่อน โครงการไหนรอได้ โครงการไหนเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเป็นพื้นฐานในการทำโครงการอื่นต่อไป

ยกตัวอย่างเช่น ก่อนจะทำโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึก เราต้องมาดูก่อนว่าถนนหนทางระบบขนส่ง และสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง มีความพร้อมแค่ไหน ถ้ายังไม่พร้อมก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยมาลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกทีหลัง เพราะขืนสร้างไปก่อน ก็ใช้ประโยชน์อะไรได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

โครงการด้าน IT สำหรับเด็กก็เช่นกัน คนที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องมือนี้ได้มากที่สุดคือ คนที่เห็นคุณค่าของความรู้ รู้จักรวบรวมและแสวงหาข้อมูล เพื่อนำมาประกอบการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ การจะสร้างคนที่มีคุณสมบัติแบบนี้ขึ้นมาได้ จึงต้องเริ่มกันตั้งแต่พื้นฐาน

พัฒนาการระดับเริ่มต้นที่จะช่วยให้เด็กรักการเรียนรู้ คือการให้เขาได้ทดลองทำโน่นทำนี่ มีโอกาสได้พัฒนาทักษะด้านการเคลื่อนไหว สังเกต จดจำ ผ่านการเล่นและเรียนรู้จากสิ่งรอบตัว รู้จักการเข้าสังคม เคารพกติกา ใส่ใจคนอื่น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างจากการนั่งมองนั่งจิ้มจอสี่เหลี่ยม

ลองนึกกันเล่นๆ ว่า เราเอาเงินจำนวน 16,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณในการซื้อคอมพิวเตอร์ตามนโยบายการจัดซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมสำหรับโรงเรียน 18,000 แห่งทั่วประเทศ ในช่วงปี 2552 ถึง 2553 เพื่อลดสัดส่วนของนักเรียนต่อคอมพิวเตอร์จาก 40 คนต่อ 1 เครื่องให้เหลือ 10 คนต่อ 1 เครื่อง มาสร้างสนามเด็กเล่นแทน ลงทุนสนามละสามล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างสักแห่งละ 2 ล้านบาท อีกหนึ่งล้านบาท เอามาซื้อพันธบัตรรัฐบาลกินดอก อย่างน้อยก็ได้ปีละ 3-4 หมื่นบาท แสดงว่าแต่ละเดือนก็จะมีเงินเข้ามาราว 3 พันบาท เอาเงินก้อนนี้ไปแบ่งไปเป็นค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครเก่งๆ ที่มีความรู้ด้านการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก มาช่วยจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ในช่วงเย็น หรือวันหยุด เงินก้อนนี้ก็จะช่วยให้มีสนามเด็กเล่นคุณภาพดีสำหรับเด็กๆ เพิ่มขึ้นถึงกว่า 5 พันแห่ง

ถ้าแต่ละแห่งมีเด็กเข้าร่วมกิจกรรมสัก 20 คนต่อปี ก็แสดงว่าเราสามารถให้โอกาสเด็กจำนวนกว่าแสนคน ได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ถึงแม้แค่ร้อยละหนึ่งของคนเหล่านี้ จะกลายเป็นคนดีที่ประสบความสำเร็จในชีวิต คิดแล้วสังคมไทยก็ได้คนเก่งคนดีเพิ่มขึ้นมาถึงปีละ 1,000 คน

นี่คือสิ่งที่ IT ทำไม่ได้

คนเก่งปั้นได้ คนดีสร้างไม่ยาก หากพวกเขาถูกฟูมฟักในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แล้วที่ไหนล่ะที่จะฟูมฟักเด็กเหล่านี้ได้ดีกว่ากัน การนั่งมองนั่งจิ้มหน้าจอสี่เหลี่ยม หรือการได้ออกไปวิ่งเล่นร่วมกันเพื่อนๆ เรียนรู้บทบาทของตนเองในฐานะสมาชิกของสังคม คำตอบนี้น่าจะรู้กันตั้งแต่ก่อนตั้งคำถามแล้ว