วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Rohingya: The Forgotten People

ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญา ที่ไหลทะลักเข้ามาเพิ่มขึ้นผ่านทางทะเล ในลักษณะ “Boat People”

ไม่เพียงแต่เฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และประเทศอื่นๆ ด้วย แต่เมื่อเทียบกับประชากรโรฮิงญาทั้งหมดแล้ว ก็ยังถือว่าผู้อพยพในลักษณะ Boat People ยังเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ปัญหาการอพยพดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามจากสังคมมากมาย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติว่า อะไรคือสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง ที่ทำให้ชาวโรฮิงญาต้องกลายเป็นผู้อพยพลอยเรือไปยังประเทศต่างๆ รากเหง้าคนโรฮิงญาเป็นใครมาจากไหนกันแน่ ข้อสงสัยและข้อถกเถียงต่างๆ เริ่มส่งผลให้มีการแตกแยกทางความคิดอันเนื่องมาจากชนกลุ่มนี้อีกมากมาย

ที่ผ่านมา สกว.ให้การสนับสนุนทุนวิจัยในประเด็นโรฮิงญา[i] สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ปัญหาโรฮิงญาอาจมีรากมาจากปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในทุกประเทศ เพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุของความขัดแย้งในระหว่างชนกลุ่มต่างๆ ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันแยกได้เป็น 2 มิติ มิติแรกเรียกว่า “ความไม่เท่าเทียมในแนวดิ่ง” มิติที่สองเรียกว่า “ความไม่เท่าเทียมในแนวราบ” กรณีโรฮิงญาถือเป็นปัญหาความไม่เท่าเทียมในแนวราบ หมายถึง ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนที่มีความรู้ ความสามารถเหมือนกัน แต่มีศาสนา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ ที่ต่างกัน สาเหตุมักเกิดจากความไม่เข้าใจกัน มีการกีดกันทางสังคมในรูปแบบต่างๆ เช่น การกีดกันไม่ให้คนที่มีศาสนา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ ได้มีโอกาสและมีส่วนร่วมในบางกิจกรรมของสังคม หรือการกีดกันชนกลุ่มน้อยออกจากกิจกรรมในสังคม เพราะมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม แม้ความแตกต่างทางศาสนา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์จะมีอยู่ในประเทศสมาชิกอาเซียน แต่ชนกลุ่มต่างๆ ในอาเซียนก็สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้ดีในพื้นที่ของบางประเทศ โดยชนกลุ่มน้อยในประเทศหนึ่ง สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ในประเทศของตนได้ พร้อมๆ กับรักษาอัตลักษณ์ของตน และรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มชนที่มีเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมเดียวกันในอีกประเทศหนึ่งได้ โดยใช้ประโยชน์จากการมีวัฒนธรรมร่วมกัน (Common Culture) มีความอดทนซึ่งกันและกัน (Tolerance) และมีการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ แทนที่จะมองที่การถูกกดขี่และความเจ็บปวดในประวัติศาสตร์

ด้านประวัติศาสตร์ชาวโรฮิงญา เป็นกลุ่มชนดั้งเดิมของรัฐ Arakan เดิมชื่อ Rohang อันเป็นที่มาของคำว่า “โรฮิงญา” (Rohingya) จุดเริ่มต้นของปัญหาการกดขี่ชาวโรฮิงญา ย้อนหลังไปถึงยุคอาณาจักรโมกุล ความมีตัวตนของชาวโรฮิงญา เกิดขึ้นในช่วงการล่มสลายของราชวงศ์โมกุล ซึ่งเคยปกครองอินเดียเป็นเวลากว่า 200 ปี และการเข้ามาของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ

กล่าวคือ ก่อนการล่มสลายของอาณาจักรโมกุล ชาวโรฮิงญาขึ้นตรงต่อวรรณะชั้นปกครองในขณะนั้น เมื่ออังกฤษเข้ามามีอำนาจ ชาวโรฮิงญาเลือกที่จะอยู่ข้างอังกฤษ โดยหวังว่ารัฐ Arakan ตอนเหนือจะได้รับเอกราชจากการปกครองของเมียนมาร์ แต่อังกฤษกลับเลือกปฏิบัติกับมุสลิมในชมพูทวีป และชาวโรฮิงญา โดยให้อยู่ในสภาพด้อยการศึกษาและไม่พัฒนา แม้ชาวโรฮิงญาเคยมีบทบาทสำคัญในการปกป้องตอนเหนือของรัฐ Arakan ไม่ให้ตกอยู่ในมือของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่บทบาทนี้ก็ไม่ได้รับการยอมรับและบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ยุคต่อมาชาวโรฮิงญาและชาว Rakhines ซึ่งเป็นพุทธ อดีตเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบในฐานะประชาชนเมียนมาร์ แต่หลังจากที่นายพลเนวินขึ้นสู่อำนาจในปี 1962 การสร้างความเกลียดชังและการเหยียดหยามชนต่างศาสนาและเผ่าพันธุ์จึงได้เริ่มต้น เกิดการปราบปรามชนกลุ่มน้อยอย่างเป็นระบบที่เรียกว่า “Operation King Dragon” ซึ่งมีเป้าหมายเป็นชาวโรฮิงญาโดยเฉพาะ ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์กว่า 200,000 คน ต้องลี้ภัยไปบังคลาเทศและไม่ได้ลุกขึ้นต่อสู้ใดๆ

ยิ่งไปกว่านั้นในระยะต่อ มานายพลเนวินได้สานต่อนโยบายของเขา ด้วยการออกข้อกำหนดที่ว่า เมียนมาร์ประกอบด้วย 8 เผ่าพันธุ์ คือ Burman, Kachin, Karen, Karenni, Chin, Mon, Arakan, และ Shan และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ อีก 135 กลุ่ม ซึ่งไม่ได้รวมชาวโรฮิงญาเข้าไป ส่งผลให้ชาวโรฮิงญาจึงมีสถานะเพียง Arakan Bengali ซึ่งหมายถึง ประชาชนชั้นสองหรือทาส ไม่สามารถมีที่ดินเป็นของตนเอง และไม่ได้รับสิทธิขั้นมูลฐานต่างๆ เหมือนกับประชาชนโดยทั่วไป Rohingya Patriotic Front; REP ได้รณรงค์ต่อต้านข้อกำหนดนี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ปี 1982 ประเทศเมียนมาร์ได้ออกกฎหมายว่าด้วยความเป็นพลเมือง และความเป็นพลเมืองเมียนมาร์ของชาวโรฮิงญาก็ถูกปฏิเสธ พวกเขาจึงเป็นเพียง “ผู้อยู่อาศัยชั่วคราว” (TemporaryResident) ที่สามารถใช้ได้แค่ “บัตรขาว” (TemporaryRegistration Card) แทนบัตรประชาชน นับแต่นั้น

ที่ผ่านมาชะตากรรมของชาวโรฮิงญา ไม่ได้เป็นที่รับรู้ในโลกภายนอกมากนัก มีเพียง UNHCR ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาบางคน และนักวิจัยอิสระจำนวนหนึ่งเท่านั้น ที่บันทึกเรื่องราวของพวกเขาไว้ จนเมื่อเดือนมกราคม 2009 ประชาคมโลกเริ่มให้ความสนใจกับชะตากรรมของชนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง เมื่อเกิดกระแสข่าวชาวโรฮิงญาหลายร้อยคน หนีภัยคุกคามและความอดอยากโดยทางเรือมายังประเทศไทย แต่ถูกผลักดันออกไปโดยปราศจากอาหารและเชื้อเพลิง เหตุการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เรื่องราวและชะตากรรมของชาวโรฮิงญา ได้ถูกเผยแพร่ในวงกว้าง และกลายเป็นวาระระดับโลกในที่สุด ที่สำคัญคือ ท่าทีและบทบาทของไทยที่มีต่อปัญหาดังกล่าวในฐานะประเทศปลายทาง แม้อาจจะเป็นแค่ทางผ่านว่าจะดำเนินการต่อปัญหานี้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหว ทั้งในแง่สิทธิมนุษยชน ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น

[i]เรียบเรียงจากผลการวิจัยโครงการ “การมีวิถีชีวิตร่วมกันของชนต่างศาสนา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ในกลุ่มประเทศอาเซียน” หัวหน้าโครงการ คือ ศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากฝ่าย 4 สกว.

 --------------

ระพีภรณ์ สิทธิ

เจ้าหน้าที่บริหารโครงการฝ่าย 1 สกว.