วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหากลไก ไกล่เกลี่ย

ความขัดแย้งกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในจ.สงขลาและจ.กระบี่ ระหว่างภาคประชาชน

      และหน่วยงานรัฐที่ต้องการผลักดันโครงการดังกล่าว ได้กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางสังคมอีกครั้ง และเป็นกรณีตัวอย่างของความเห็นแตกต่างกันสองขั้วที่ไม่อาจหาข้อยุติได้ เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างมีจุดยืนของตัวเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่ยากมากในการหาข้อยุติร่วมกันได้ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงระหว่างประชาชนผู้คัดค้าน กับเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ ในจ.สงขลา

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่ง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยกับความขัดแย้งในอดีต เป็นความขัดแย้งระหว่างระขั้วความคิดในเรื่องการพัฒนาประเทศ กล่าวคือฝ่ายรัฐบาล(ไม่ว่ารัฐบาลไหน) ต้องการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ซึ่งพลังงานถือเป็นสิ่งจำเป็นกับการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ แต่ในขณะเดียวกันกระแสคัดค้านในเรื่องผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาประเทศ เห็นว่ามีตัวอย่างของผลกระทบต่างๆจากโครงการขนาดใหญ่และไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นความขัดแย้งที่สำคัญเหลืออยู่ประเด็นเดียว คือการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง โดยหน่วยงานรัฐเห็นว่าจำเป็นต้องใช้ถ่านหิน เนื่องจากราคาถูกและต้องการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานของประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา การผลิตไฟฟ้าของประเทศส่วนใหญ่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสูงถึง 70-80% อีกทั้งในขณะนี้การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินได้พัฒนาไปมากในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจากความจำเป็นด้านพลังงานและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีจะทำให้สามารถแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้

แต่ประเด็นความขัดแย้งระหว่างภาคประชาชนกับหน่วยงานของรัฐ ส่วนใหญ่มาจากปัญหาความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะบทเรียนจากในอดีตยังเป็นปมคาใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบและผู้สนใจต่อปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นกับการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย โดยความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นตั้งเริ่มต้นโครงการ ไปจนถึงขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและที่สำคัญคือไม่ไว้วางใจว่าโรงไฟฟ้าที่จะก่อสร้างมีการใช้เทคโนโลยีที่ดีพอและมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีพอ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าท่าทีของแต่ละฝ่าย กับโครงการขนาดใหญ่ไม่อาจหาข้อยุติร่วมกันได้ เพราะมีจุดยืนและข้อมูลในการสนับสนุนเหตุผลและความจำเป็นต่างๆกัน ซึ่งจากบทเรียนในต่างประเทศที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันมักจะมีกลไกหรือคนกลางที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสอง อีกทั้งมีความชอบธรรมและน่าเชื่อถือเพียงพอในการชี้ขาดว่าจะดำเนินการอย่างไรกับโครงการในลักษณะนี้ แต่ปัญหาสำคัญของสังคมไทยคือไม่นิยมการใช้คนกลางมาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือ บางกรณีเกิดความไม่ไว้วางในคนกลางนั่นเอง 

เราเห็นว่าจากปัญหาในอดีตจนกระทั้งถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่ง ดังที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย คือไม่มีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดีพอมาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งนับวันจะมากขึ้นตราบใดที่ประเทศยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ เพราะขณะนี้กลไกต่างๆตามกฎหมายที่หน่วยงานรัฐหยิบยกขึ้นมาทุกครั้งที่มีปัญหานั้น ไม่ได้รับความไว้วางในเช่นกัน หากตราบใดที่เราไม่มีกลไกมาแก้ปัญหาที่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคม ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในบางกรณีจบลงด้วยความรุนแรง