วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

บาทอ่อนสัญญาณเสี่ยงเศรษฐกิจขาลง

ในที่สุดก็หมดยุคค่าเงินบาทแข็ง หลังจากที่เงินบาทได้อ่อนค่าเฉียด 35 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 34.90 บาท

ในเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นการอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์เดียวถึง 2% เมื่อเทียบกับวันศุกร์สัปดาห์ก่อนซึ่งอยู่ที่ 34.22 บาท นับว่าเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ยอมรับในวันพฤหัสบดีว่า เงินบาทเทียบดอลลาร์สัปดาห์นี้อ่อนค่าไปค่อนข้างเร็วกว่าภูมิภาคที่อ่อนลงเพียง 0.3-1.5% ถึงแม้ว่าทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาท จะมีความจำเป็นในการช่วยสนับสนุนการส่งออกและการฟื้นตัวเศรษฐกิจ แต่การอ่อนค่าที่รวดเร็วเกินไป อาจสร้างความผันผวนและเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะปัจจัยในประเทศที่มาจากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจ รวมทั้งผลกระทบจากภัยแล้ง และความล่าช้าของแผนการลงทุนภาครัฐ ส่งผลให้มีการคาดการณ์กันว่า เศรษฐกิจไทยจะอ่อนลงกว่าที่คาดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเทขายสินทรัพย์ในไทยออกไป นอกจากนี้ยังมีแรงซื้อจากกลุ่มผู้นำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้

โดยการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นมาจาก ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศ ทั้งเรื่องการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ รวมถึงราคาทองคำโลกที่ลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 1,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากมีแรงเทขายทองอย่างหนักในช่วงเช้าวันจันทร์จนราคาดิ่งลงถึง 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเช้าวานนี้ราคาทองได้ร่วงลงทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ 1,079 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการซื้อดอลลาร์มีมากขึ้นด้วยเมื่อดัชนีค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้นไปที่ระดับ 97.99 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องการทำ Carry Trade ของเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินดอลลาร์ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วงที่ผ่านมา โดยเข้าลงทุนในตลาดสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลกนั้นมีการคาดเดาว่ามีเม็ดเงินมากถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์นั้น ทำการขายสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆออกมา เพื่อดึงเงินดอลลาร์ไหลกลับเข้าสหรัฐ ไม่เว้นแม้กระทั่งตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้มียอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติสูงถึง 2.3 หมื่นล้านบาท โดยที่มีเงินทุนไหลออกซ้ำเติมให้เงินบาทมีทิศทางที่อ่อนค่าลงไปอีก

ความผันผวนที่เกิดขึ้นทั้งในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และความปั่นป่วนของราคาทองในตลาดโลก ล้วนเป็นผลสะท้อนมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก โดยดร.ฟิลิปป์ ฮิลเดแบรนด์ รองประธานของ BlackRock บริษัทจัดการกองทุนที่มีพอร์ตลงทุนขนาด 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ และเคยเป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสวิส ได้มาเป็นแขกพิเศษเป็นวิทยากรประจำปี 2015 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการบรรยายเรื่องเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อตลาดการเงิน หรือ “Global Economy and Implications for Financial Markets” บอกว่า เศรษฐกิจโลกที่กำลังมีการฟื้นตัวในประเทศที่เป็นเศรษฐกิจหลักของโลก ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี เนื่องจากเงินเฟ้อหยุดที่ปรับตัวลดลง ขณะที่การจ้างงานมีแนวโน้มดีขึ้น และค่าแรงงานที่แท้จริงมีการขยับขึ้น ส่วนตลาดเกิดใหม่เจอภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งจีนที่กำลังมีปัญหาฟองสบู่ตลาดหุ้นแตก ซึ่งทางการจีนพยายามที่จะประคองสถานการณ์ ยังสามารถที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างน้อย 6% ในปี 2015 นี้

ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนในอนาคตยังคงมีอยู่สูง เพราะว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเวลานี้ อาจจะถือว่าเป็นทั้งการฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือว่าเป็นการฟื้นตัวจากการปรับโครงสร้าง ถ้าหากเป็นอย่างแรก การฟื้นตัวจะไม่มั่นคงถาวร แต่ถ้าเป็นอย่างหลังจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกมีการปรับตัวเข้าสู่ทิศทางของการเติบโตที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนนี้อาจจะมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่มาจากหลายปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่อาจยังต้องเผชิญกับภาวะผันผวนทางการเงิน เนื่องมาจากความไม่แน่นอนต่างๆ รวมทั้งภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งที่ผ่านมาดอกเบี้ยถูกกดในระดับต่ำนานเกินไปจากการแทรกแซงของธนาคารกลาง ทำให้เกิดความเสี่ยงของความผันผวนที่รุนแรง เพราะอะไรที่สงบนิ่งมานาน อาจจะเป็นภาพหลอกที่จะนำมาสู่ความผันผวนรุนแรงหรือไม่คาดฝันได้ในอนาคต ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ แต่ ดร.ฮิลเดแบรนด์ เชื่อว่ายังมีโอกาสดีที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง