การพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชา เป็นภารกิจสำคัญสำหรับการยกระดับประเทศ ให้หลุดพ้นจากความยากจน
รวมถึงการสลัดภาพการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีต ที่ยังคงหลอกหลอนชาวกัมพูชา การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพื่อการรองรับการลงทุนจากต่างประเทศจึงเป็นหนทางที่จะทำให้ประชาชนชาวกัมพูชามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอของกัมพูชามีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ของการส่งออก จากปัจจัยด้านค่าแรงที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน แรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอของกัมพูชามีจำนวนกว่า 7 แสนคน ร้อยละ 90 เป็นแรงงานหญิง แรงงานสิ่งทอเหล่านี้จึงถือว่าเป็นกระดูกสันหลังให้กับอุตสาหกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสามารถสร้างรายได้กว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ และยังทำให้ทั่วโลกรู้จักประเทศกัมพูชา ผ่านการผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ชั้นนำของโลก อาทิ GAP NIKE H&M เป็นต้น
แม้การพัฒนาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ จะสร้างรายได้และการจ้างงานจำนวนมาก แต่มีข้อกังวลถึงต้นทุนที่กัมพูชาต้องจ่ายให้กับการพัฒนา ในช่วงที่ผ่านมา แรงงานสิ่งทอกัมพูชา ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจต่อค่าแรงที่ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ โดยเรียกร้องให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนในอัตราร้อยละ 38 จากเดิมคือ 128 ดอลลาร์ เป็น 150 ถึง 177 ดอลลาร์ นอกจากนี้ แรงงานในภาคการผลิตอื่นๆ ก็มีความพยายามในการขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วย
ต่อเรื่องนี้ รัฐมนตรีแรงงานกัมพูชาให้ความเห็นว่า “เราต้องการโรงงานเหล่านี้อยู่ที่กัมพูชา เพื่อให้มีการจ้างงานแรงงาน หากมีการขึ้นค่าแรงมากเกินไป จะเป็นผลเสียมากกว่า เพราะหากมีแหล่งลงทุนที่มีค่าแรงต่ำกว่ากัมพูชา ธุรกิจต่างชาติก็พร้อมย้ายฐานการผลิตออกไป”
นอกจากกระแสความไม่พอใจด้านค่าแรงแล้ว ยังมีรายงานว่า แรงงานต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมในการทำงานที่เลวร้าย อาทิ การทำงานภายใต้อุณหภูมิสูง โดยปราศจากเครื่องปรับอากาศ หลายแห่งมีมลภาวะทางเสียงและกลิ่น มีแรงงานจำนวนมากเป็นลมขณะทำงาน ทั้งยังต้องทำงานล่วงเวลาภายใต้สัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม จนนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการปรับปรุงคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น
ในขณะเดียวกัน บ่อยครั้งที่สื่อตะวันตกได้วิพากษ์วิจารณ์สภาพการทำงานดังกล่าว และชี้ให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตแรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าชั้นนำของโลก ที่มีราคาสูง มีมูลค่าทางการตลาดมหาศาล แต่เบื้องหลังกลับแลกมาด้วยการลดทอนความเป็นอยู่ของแรงงาน เพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ รายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนสากล (Human Right Watch) เผยให้เห็นการละเลยในการบังคับใช้กฎหมาย โดยในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ในจำนวนบริษัทผู้ประกอบการด้านสิ่งทอกว่า 1,200 ราย พบว่ามีเพียง 10 รายเท่านั้นที่ถูกลงโทษฐานกระทำผิดตามกฎหมายแรงงานกัมพูชา
ในขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนทางเศรษฐกิจสังคมในกัมพูชาทำให้ภาคประชาสังคมเติบโตขึ้นอย่างมาก และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับแรงงาน และวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศของรัฐบาล ทำให้ภาคประชาสังคมถูกมองว่าอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล และได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองค้าน การรณรงค์เคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่รัฐบาลมองว่า จะก่อให้เกิดความไม่สงบ และสร้างความแตกแยกในสังคมกัมพูชา
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐสภากัมพูชาได้ผ่านกฎหมายควบคุมองค์กรพัฒนาเอกชน (LANGO) ซึ่งเท่ากับเป็นการลดช่องทางในการเรียกร้องความยุติธรรมของประชาชน และแรงงานกัมพูชา กฎหมายนี้กำหนดให้ภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน ต้องรายงานการดำเนินงาน และงบประมาณที่ได้รับสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีอำนาจในการสั่งปิดองค์กรพัฒนาเอกชน หากถือว่าการรณรงค์เคลื่อนไหวเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือกระทบความมั่นคงของชาติ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และวัฒนธรรมประเพณีของสังคมกัมพูชา กฎหมายนี้จึงสามารถเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาล ในการสกัดความเคลื่อนไหว และเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ ที่ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานการจ้างงานตามข้อเรียกร้องของแรงงาน
แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของฝ่ายประชาสังคมกัมพูชา ได้แสดงจุดยืนคัดค้าน ด้วยการคว่ำบาตรไม่ร่วมลงคะแนนรับรองกฎหมายดังกล่าว แต่การถ่ายภาพ (เซลฟี่) อย่างสนิทสนมระหว่างการรับประทานอาหารเย็น ร่วมกันของนายกรัฐมนตรีฮุนเซน กับ นายสม รังสี ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ดูจะสร้างข้อกังขาต่อจุดยืนที่แท้จริงของพรรค รวมทั้งคำถามถึงความจำเป็นและความมีน้ำยาของพรรคฝ่ายค้าน ในการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย แต่ดูเหมือนชนชั้นนำทางการเมืองของกัมพูชาจะใช้วาทกรรม “วัฒนธรรมการสานเสวนา” ที่เน้นการปรองดองการเมืองเป็นเกราะกำบัง โดยอ้างว่าประเทศต้องการความสงบและความสามัคคี เพราะประเทศบอบช้ำมามากจากประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่คำถามก็คือ เป็นการปรองดองของชนชั้นนำทางการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชนหรือไม่
การพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชาที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับต้นทุนคุณภาพชีวิตแรงงาน ตลอดจนเสรีภาพของประชาชนที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการพัฒนา การลงทุนจากต่างประเทศได้สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนส่วนใหญ่จริงหรือไม่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของรัฐบาลเน้นตอบสนองประชาชนหรือกลุ่มทุน
ภายใต้เส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ดูเหมือนแรงงานเหล่านี้จะไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากเสียสละเพื่อความเจริญของประเทศ
----------------
ธนาพงศ์ มงคลวรวรรณ
ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ “จับตาอาเซียน” สกว.






