ผมไม่แน่ใจว่าการปฏิรูปบ้านเมือง ที่กำลังทำกันอยู่ขณะนี้ จะลงเอยแก้ไขปัญหาหนักหน่วงของประเทศได้หรือไม่
แต่ที่แน่ๆ คือไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดเร็วหรือช้า ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่จะออกมาในรูปใด อาการ “ป่วย” ของสังคมไทยก็คงยังจะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง
ไม่ต้องถามผู้เชี่ยวชาญจากไหนคนไทยก็น่าจะรู้ว่า “โรคร้าย” ที่รุมเร้าประเทศชาติและที่ต้องการการผ่าตัดอย่างรีบเร่งนั้นมีอะไรบ้าง และไม่ว่าเราจะวาด Roadmap สำหรับก้าวต่อไปของประเทศอย่างไรก็ต้องถามว่าจะแก้วิกฤตเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใดเช่น
ความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากลที่เราค่อนข้างอ่อนแอ แม้ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจะตั้งคณะกรรมการระดับชาติ นายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ แต่เอาเข้าจริง ๆ เราก็ยังไม่อาจจะก้าวพ้นปัญหาเก่า ๆ ได้
- การตั้งเป้าให้สามารถแข่งกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียในหลาย ๆ เรื่องยังห่างไกลจากความจริง ขณะที่เพื่อนบ้านอีกด้านหนึ่งไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา เวียดนาม พม่าและลาวก็กำลังเร่งฝีเท้าและในหลายด้านก็แซงหน้าเราไปแล้ว
ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่มาตรการตั้งรับยังขาดความชัดเจน
- อาจจะมีการตั้งกรมกองผู้สูงวัยในกระทรวงสาธารณสุข แต่นั่นเป็นเพียงด้านสุขภาพด้านเดียว โครงการประชากรที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญเช่นนี้ ต้องการแผนงานรอบด้านที่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชนจะต้องผนึกกำลังเพื่อสร้างภูมิต้านทานสำหรับอนาคตอันใกล้เมื่อคนวัยทำงานจะน้อยลง คนสูงวัยจะมากขึ้นและมีชีวิตยืนยาวกว่าเดิม ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและสังคมสูงขึ้นขณะที่คนวัยทำงานน้อยลง เป็นปัญหาที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่
3. ไทยยังห่างจากความเป็น Smart Nation หรือ Trading Nation อย่างที่มีการตั้งเป้าจากนักวิเคราะห์บางกลุ่ม เพราะเมื่อขาดนวัตกรรมและไม่มีนโยบายผลักดันด้านวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังทั้งภาครัฐและเอกชน ก็จะไม่มีทางทำให้ประเทศไทยกลายเป็นชาติที่ “สมาร์ท” ทันเทคโนโลยีและปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
- ยิ่งหากเราตั้งเป้าจะเป็นประเทศ
“ศูนย์กลางแห่งการค้า”
- ที่เรียกว่า trading nation ด้วยแล้ว เรายิ่งไม่ได้สร้างคนมารองรับที่จะเล่นบทบาทของการเป็นนักค้านักขายเลยแม้แต่น้อย เพราะระบบการศึกษาของเราไม่เอื้อต่อการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่หรือ entrepreneurs ที่กล้าคิดกล้าทำและกล้าเสี่ยง มีแต่คนเรียนจบไปเป็นลูกจ้างและข้าราชการ ไม่มีนักปฏิบัติที่ทันกับนวัตกรรมของยุค digital อย่างแท้จริง การตั้งกระทรวงดิจิทัลอีโคโนมีไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็น smart nation หรือ trading nationโดยปริยาย เพราะเราเก่งแต่เรื่องเขียนแผน แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้แผนกลายเป็นเรื่องจริงได้เท่าไหร่นัก
ระบบราชการเรายังไร้ประสิทธิภาพ และคอร์รัปชันในวงราชการและการเมืองยังมีอยู่อย่างฝังลึกและกว้างขวาง แม้จะมีการรณรงค์ทั้งภาครัฐและประชาชน แต่เรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเท่าที่ควร
- ต่างประเทศก็ยังมองว่าปัญหาใหญ่ของไทยคือการ “บังคับใช้กฎหมาย” หรือ law enforcement เพราะวิธีคิดและแนวทางปฏิบัติของสังคมไทยยังติดยึดอยู่กับเส้นสาย เพื่อนร่วมรุ่น บารมีและความเกรงใจอย่างไร้เหตุผลซึ่งขัดต่อหลักนิติรัฐหรือ rule of law ที่ต้องการความชัดเจนเด็ดขาดในการทำตามกติกาที่เท่าเทียมของทุกฝ่าย
นี่เป็นเพียง “อาการป่วยไข้” ของสังคมไทยหลัก ๆ บางประการที่ต้องมีการรักษาอย่างจริงจัง และหลาย ๆ โรคก็ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดและฟื้นฟูอย่างจริงจัง ไม่แก้ปัญหาน้ำขุ่น ๆ แบบ “ศรีธนญชัย” อย่างที่ทำกันมาตลอด
หากคนไทยไม่ลุกขึ้นมาผนึกกำลังเพื่อรักษาโรคร้ายเหล่านี้อย่างจริงจังและทันกาล ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้งรัฐประหารกี่รอบปฏิรูปกี่หนก็ไม่อาจฟื้นได้






