วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การศึกมิหน่ายเล่ห์

“อันสงครามนั้น คือการใช้เล่ห์เพทุบาย” นักการทหารทุกคนต้องได้เรียนรู้ “กลศึก” จากสงครามในอดีต

ในสถานการณ์สงคราม ย่อมมากไปด้วยเล่ห์หรือวิถีแห่งกุศโลบาย อย่าง “ใกล้ให้แสดงไกล ไกลให้แสดงใกล้”

นายทหารระดับมันสมองของ คสช. อย่าง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อาศัยหัวโขนเสนาบดียุติธรรม เข้าเจรจากับ ตีแยรี วีโต้ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย พร้อมกับยื่น 3 รายชื่อคนไทยที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งได้สถานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลเมืองน้ำหอมเรียบร้อย

3 คนที่ว่านั้นคือ จรัล ดิษฐาภิชัย ผู้เรียบเรียงหนังสือปฏิวัติฝรั่งเศส, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการอิสระ และศรัญ ฉุยฉาย หรือ “อั้ม เนโกะ” นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิชาวเกย์

“บิ๊กต๊อก” เองก็รู้ดีในเรื่องข้อกฎหมายว่า “ฝรั่งเศสไม่มีมาตรา 112” จึงไม่ได้หวังมรรคผลจากแดนไกล หากแต่เขาคงต้องการกดดัน “ประเทศเพื่อนบ้าน” มากกว่า

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นผู้เก็บข้อมูลของ “แดงบนดิน” และ “แดงใต้ดิน” มาก่อนการยึดอำนาจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีแนวคิด “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” จึงทำทุกอย่างเพื่อกดดันให้ “แดงฮาร์ดคอร์” ที่หลบหนีไปอยู่ในประเทศข้างเคียง มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 มีแกนนำแดง และแนวร่วมหลบหนีเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศเบื้องบูรพา กว่าร้อยคน และมีการต้อนรับอย่างเอิกเกริก

นัยว่า วงศาคณาญาติของผู้นำประเทศ “เบื้องบูรพา” ให้การอุปถัมภ์ค้ำชูอย่างดี

ตอนที่ “แกนนำฮาร์ดคอร์” บางกลุ่มกลับจากเบื้องบูรพา ก็ได้รับ “ของขวัญ” ติดไม้ติดมือมาจากเพื่อนมิตรมาจำนวนหนึ่ง จึงทำให้แกนนำบางคนฝันเห็น “สงครามประชาชน” ครั้งใหม่

เหตุนี้ ฝ่ายความมั่นคงจึงเกาะติด “กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์” ที่กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และแถบหัวเมืองชายฝั่งตะวันออก

ช่วงที่ กปปส.จัดการชุมนุม ก็มีหน่วยจรยุทธ์ของแดงฮาร์ดคอร์ ออกก่อกวนเป็นระยะ จนกระทั่งมีปฏิบัติการ “ดับดาวรุ่ง” สถานการณ์ “ป่วนกรุง” จึงซาลงไป

ก่อนหน้าคณะทหารจะเข้ายึดอำนาจ ได้มีการตรวจค้นหา “ของขวัญ” ที่นำเข้ามาจากเพื่อนบ้าน จนพบทั้งเอ็ม 79 และอาร์พีจีจำนวนหนึ่ง

หลังรัฐประหาร บรรดา “แกนนำแดงฮาร์ดคอร์” และแนวร่วมหลายร้อยคน ได้หลบหนีคดีความมั่นคงไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง “เบื้องบูรพา” และ “ฝั่งซ้าย”

นักเคลื่อนไหวมวลชนสายอีสานเล่าให้ฟังว่า ตอนข้ามไปอยูฝั่งซ้ายใหม่ๆ มีสภาพไม่ต่างจาก “ตลาดแตก” เพราะต่างคนต่างหนีไปในสภาพ “คนโสตาย”(คนหนีตาย) มิหนำซ้ำ เพื่อนฝูงก็เข้าไปเยี่ยมกัน ชวนกันทำธุรกิจ ดูครื้นเครงบรรเลงลั่น ซึ่งกรณีดังกล่าว สร้างความลำบากใจให้ “เจ้าของบ้าน” เป็นอย่างมาก

ตอนหลัง “เจ้าบ้านฝั่งซ้าย” ได้จัดระเบียบ “คนโสตาย” โดยแยกแนวร่วมเสื้อแดง ออกจากสมาชิก “พรรคประชาธิปไตยประชาชนไทย” (พปท.) และจัดการส่งคนบางกลุ่มกลับฝั่งขวา เพราะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

พรรคประชาธิปไตยประชาชนไทย เป็นองค์กรปฏิวัติที่เพิ่งจัดตั้ง โดย “คอมฯเก่า” ที่เข้ามาเคลื่อนไหวในขบวนการคนเสื้อแดง

เมื่อเหตุการณ์พลิกผัน “คอมฯเก่า” ที่มีความสัมพันธ์กับ “อ้ายน้องฝั่งซ้าย” เลยได้อาศัย “สายพัวพันเดิม” ประสานงานเรื่องที่อยู่ที่อาศัยหลับภัยชั่วคราว

ล่าสุด มีรายงานว่า เจ้าบ้านฝั่งซ้ายได้ย้าย “คนโสตาย” ไปอยู่ในเขตชนบท และร้องขอให้ “คนโสตาย” ตัดสัมพันธ์ทางการสื่อสารกับเพื่อนมิตรทางฝั่งขวา เนื่องจากมีหน่วยข่าวคอยติดตามความเคลื่อนไหวอยู่

ส่วนที่อยู่ในกัมพูชานั้น มีมากกว่า 50 คน ก็ต้องอยู่ในระเบียบวินัย เนื่องจาก “เจ้าบ้าน” ต้องระมัดระวังไม่ให้สร้างปัญหาที่จะกระทบกับรัฐบาล คสช.

จริงๆแล้ว ความสัมพันธ์ระดับชาติระหว่างรัฐบาล คสช. กับสองประเทศ ค่อนข้างราบรื่น แต่ในอีกด้านหนึ่ง “เบื้องบูรพา” กับ “ฝั่งซ้าย” ก็ยังต้องรักษาสายพัวพันกับกลุ่มอำนาจเก่า

จึงเป็นภาวะ “อิหลักอิเหลื่อ” กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของขุนศึกไทย กับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน