วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเสียเอกราชทางพลังงานในอดีตของไทยกับทิศทางพลังงานในอนาคต

แม้ว่าประเทศไทยจะได้สูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการพลังงานของตนเองไปอย่างสิ้นเชิง

โดยผลของการแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว แต่อย่างไรก็ดี กระทรวงกลาโหมเห็นว่า น้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีความจำเป็นในทางการทหารในฐานะยุทธปัจจัย จึงได้ดำเนินการจัดตั้ง “แผนกเชื้อเพลิง” ขึ้นมาในปี 2492 เพื่อดำเนินการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงตามความต้องการของกองทัพ และหน่วยราชการ โดยสามารถจัดซื้อน้ำมันได้จากทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างอิสระ

การดำเนินการจัดตั้งแผนกเชื้อเพลิงขึ้นมาดังกล่าว ได้สร้างความไม่พอใจให้กับบริษัทน้ำมันต่างชาติในขณะนั้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าแผนกเชื้อเพลิงจะขายน้ำมันให้แก่เอกชนและประชาชนทั่วไป อันเป็นการผิดข้อสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ และทำให้บริษัทน้ำมันต่างชาติไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร ดังนั้น บริษัทน้ำมันต่างชาติจึงขอให้แผนกเชื้อเพลิงส่งรายชื่อ “ผู้ซื้อน้ำมัน” ให้บริษัทน้ำมันต่างชาติทราบด้วย

ในปี 2495 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงการต่างประเทศ ไปทำการเจรจากับประเทศที่มีอิทธิพลกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ ให้ยกเลิกข้อผูกพันที่มีอยู่เดิม และให้มีการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเสรีได้ด้วย พร้อมกันนี้ กระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ซึ่งมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้จัดตั้ง "องค์การเชื้อเพลิง" ขึ้น เพื่อดำเนินการจัดซื้อน้ำมันด้วยการเปิดประมูลทั่วไป และให้บริษัทน้ำมันต่างชาติมีโอกาสเข้าประมูล ซึ่งต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็น “กรมการพลังงานทหาร”สังกัดกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่ควบคุมดูแลองค์การเชื้อเพลิง และพัฒนาการปิโตรเลียมในเขตภาคเหนือของไทย

องค์การเชื้อเพลิงในขณะนั้น ยังไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ประชาชนได้ เนื่องจากยังคงมีข้อผูกพันในสัญญาที่มีอยู่กับบริษัทน้ำมันต่างชาติ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในช่วงเวลานั้น ก็ได้พยายามเจรจาขอแก้ไขสัญญาที่มีอยู่กับบริษัทต่างชาติ เพื่อให้รัฐบาลไทยสามารถค้าน้ำมันโดยเสรีได้

จนกระทั่งในที่สุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกตะวันตกกำลังต้องการให้ประเทศไทยเป็นฐาน เพื่อหยุดการขยายตัวของระบอบคอมมิวนิสต์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้ตกลงแก้ไขสัญญา ที่ห้ามรัฐบาลไทยจำหน่ายน้ำมัน และให้รัฐบาลไทยสามารถค้าน้ำมันแก่เอกชนและประชาชนได้อีกครั้ง

เมื่อไม่มีข้อผูกพันตามสัญญาดังกล่าวแล้ว ต่อมาเมื่อปี 2503 องค์การเชื้อเพลิงก็ได้ยกฐานะเป็นนิติบุคคล ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเชื้อเพลิง พ.ศ.2503 เพื่อดำเนินธุรกิจน้ำมันในเชิงพาณิชย์ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และมุ่งช่วยเหลือด้านการครองชีพของประชาชน นอกจากนั้น รัฐบาลก็ได้เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่อง “เสถียรภาพทางพลังงาน” อย่างจริงจัง ด้วยการตราพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2509 ขึ้น โดยมีสาระสำคัญคือ ให้ผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องสำรองทำการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเอาไว้ตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ช่วงปี 2500 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้รับเอกราชทางพลังงานกลับคืนมาอีกครั้ง

ในปี 2516 เกิดเหตุการณ์วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกขึ้น อันเนื่องมาจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปค (OPEC) ได้ประกาศงดและลดการส่งออกและการผลิตน้ำมัน เพื่อตอบโต้ต่อสหรัฐอเมริกา ในการประกาศให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล ในสงครามระหว่างอาหรับและอิสราเอล ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมาก คือประมาณ 2.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปเป็นประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ต่อมาในปี 2517 แม้ว่ากลุ่มประเทศโอเปคจะยกเลิกการงดการส่งออกน้ำมันแล้วก็ตาม แต่ก็ได้เข้าควบคุมปริมาณการผลิตและราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากเล็งเห็นแล้วว่า นโยบายเกี่ยวกับน้ำมันสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับประเทศตะวันตกได้ ด้วยเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมิได้ลดลงกลับไปสู่ราคาก่อนเกิดวิกฤติน้ำมัน แต่กลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อบาเรล ในปี 2517 ขึ้นไปเป็น 15 ดอลลาร์ต่อบาเรล ในปี 2520 ก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลไทยมีเพียงองค์การเชื้อเพลิง สังกัดกรมการพลังงานทหารเพียงองค์กรเดียว ที่มีหน้าที่จัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งองค์การเชื้อเพลิงไม่สามารถสร้างเครือข่ายกับผู้ค้าน้ำมันภายนอกประเทศได้เนื่องจากขาดอำนาจต่อรองกับบริษัทต่างชาติ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีแนวคิดที่จะจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company หรือ NOC) ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์น้ำมัน รวมทั้งใช้เป็นอำนาจต่อรองกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ

ทั้งนี้ แนวคิดเรื่องการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ สอดคล้องกับสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศต่างๆ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ก็ได้มีการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นเช่นกัน

ด้วยแนวคิดและสถานการณ์ภายนอกประเทศดังกล่าว รัฐบาลจึงได้จัดทำการจัดตั้ง “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” หรือ ปตท.ขึ้น มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจโดยกฎหมายจัดตั้งสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการพลังงานปิโตรเลียม ในลักษณะการพึ่งพาตนเอง และเพื่อเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) ของประเทศไทยในการต่อรองกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ

สำหรับในคราวหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายแล้วนะครับ โดยจะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้จัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นแล้ว แต่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของไทยจะมีอำนาจในการต่อรอง และถ่วงดุลกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ ได้ตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลหรือไม่ รวมถึงทิศทางพลังงานไทยในอนาคต ควรจะเดินไปทางไหน รอติดตามตอนหน้ากันครับ

 --------------------

ฉกาจนิตย์ จุณณะภาต

นักกฎหมายพลังงาน