วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โกง...ประหาร

ประเทศไทย ให้สัตยาบันร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003

 (United Nations Convention against Corruption : UNCAC) เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2554 มีผลใช้บังคับวันที่ 31 มี.ค. 2554

ไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีอนุสัญญาดังกล่าวหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายภายในเพื่ออนุวัติการตามอนุสัญญา เป็นมาตรฐานสากล

การที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเพื่ออนุวัติการตามพันธกรณีอนุสัญญาดังกล่าว ทำให้ไทยเราถูกประเมิน และติดตามผลการปฏิบัติตามอนุสัญญา ก่อให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศ เรื่องความพยายามและความจริงจังในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายใน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

นอกจากถูกประเมินแล้วยังเป็นอุปสรรค หากไทยต้องการประสานความร่วมมือกับประเทศภาคี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตภายในประเทศ

ด้วยความจำเป็นนี้ ไทยจึงแก้ไขกฎหมายเพื่ออนุวัติการตามพันธกรณีอนุสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะในเรื่องการกําหนด “ความผิด” การ “ให้” หรือ “รับสินบน” ที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ การกําหนดอายุความกรณีผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยหลบหนี และอายุความล่วงเลยการลงโทษการกําหนดการ “ริบทรัพย์สิน” ในคดีทุจริตให้เป็นไปตามหลักการริบทรัพย์ตามมูลค่า

การแก้กฎหมาย สอดคล้องกับเจตนารมณ์การปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 ในการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีกลไกในการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แต่การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เพื่ออนุวัติการตามพันธกรณีอนุสัญญา UNCAC ถือเป็นอาชญากรรมที่มีลักษณะพิเศษ จึงบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นการเฉพาะ เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ และความเชี่ยวชาญของหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย ให้เกิดประสิทธิภาพในการทํางาน และเป็นหลักประกันมิให้เกิดการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลมากเกินความจําเป็น

การแก้ไขนี้ยังเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบความถูกต้อง และความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินให้ถูกต้อง

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 60 ก ลงวันที่ 9 ก.ค.2558 มีสาระสำคัญในมาตรา 13 เพิ่มบทบัญญัติการลงโทษอีก 7 มาตราแก่ “เจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิด” คือมาตรา 123/2 มาตรา 123/3 มาตรา 123/4 มาตรา 123/5 มาตรา 123/6 มาตรา 123/7 และมาตรา 123/8

มาตรา 123/2 บัญญัติว่า ผู้ใดเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” “เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ” หรือ “เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ” เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท หรือประหารชีวิต

มาตรา 123/3 บัญญัติว่า ผู้ใดเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” “เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ” หรือ “เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ” กระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตําแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท

ในหลายประเทศมีการใช้โทษประหารชีวิต กับความผิด การค้ายาเสพติด ในประเทศจีนประหารผู้ทำผิดเรื่องค้ามนุษย์ และทุจริตทางการเมือง

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ลงมติรับข้อมติไม่ผูกพันในปี 2550 2551 และ 2553 เรียกร้องให้ผ่อนเวลาการประหารชีวิตทั่วโลก แต่ประชากรโลกกว่า 60% ยังอาศัยอยู่ในประเทศที่ยังมีโทษประหารชีวิต อาทิเช่น จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย