ไทยต้องยึดหลักสากล หรือ‘ไพ่ยูเอ็น’
เข้าตำรา “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกแขวนคอ” จริง ๆ
กรณีชาวอุยกูร์จากมณฑลซินเจียงด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ที่หลบเข้าไทยแล้วขอไปประเทศที่สาม ขณะที่รัฐบาลจีนบอกว่าขอส่งตัวผู้ต้องสงสัยมีคดีติดตัวกลับไปประเทศเขา
อาทิตย์ที่แล้ว ไทยส่งกลับไปจีน 109 คน อีก 180 คนถูกส่งกลับไปตุรกี เหลืออยู่อีก 52 คนที่ยังอยู่ในไทยรอการพิจารณาว่าจะเข้าข่ายไหน
ที่ส่งไปตุรกีมีผู้หญิง 36 คน และเด็ก 144
ที่ส่งกลับจีนมีผู้ชาย 85 และผู้หญิง 24
เกิดเหตุผู้ประท้วงที่สถานกงสุลไทยที่อิสตันบูล ประเทศตุรกีสัปดาห์ที่แล้ว ถึงกับบุกเข้าทำลายข้าวของเพราะต่อต้านที่รัฐบาลไทยส่งชาวอุยกูร์กลับจีน
สอดคล้องกับความเห็นของรัฐบาลสหรัฐ, สหภาพยุโรป, องค์กรสหประชาชาติ และองค์กรเอ็นจีโอที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและผู้ลี้ภัย ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไทยทำอย่างนั้นไม่ถูกเพราะคนเหล่านี้กลับไปจีนแล้วจะถูกลงโทษหนักหน่วงรุนแรงอย่างไม่เป็นธรรม
รัฐบาลจีนบอกว่าที่ต้องการตัวคนเหล่านี้กลับเพราะมีคดีติดตัว ต้องการจะเอาตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมจะเชิญผู้สังเกตการณ์จากประเทศไทยและองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ ไปเป็นผู้สังเกตการณ์กระบวนการยุติธรรมของจีน
จีนอ้างว่านักการทูตตุรกีบางคนที่สถานทูตที่กัวลาลัมเปอร์ ได้ช่วยออกหนังสือเดินทางปลอมให้กับกลุ่มอุยกูร์ที่ต้องการจะหลบหนีออกนอกประเทศจีน ซึ่งจะกลายเป็น “ห่ากระสุนปืน” ให้กับกลุ่มหัวรุนแรงจีฮัดในซีเรียและอีรัก
ทางการจีนอ้างด้วยว่าอย่างน้อย 13 คนที่ต้องการตัวกลับไปจากไทยอยู่ในรายชื่อ “ผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย” ในจีนด้วย และอีกสองคนเคยหนีจากที่คุมขังมาก่อน
ใครที่ติดตามข่าวสารเมืองจีนก็จะรับรู้เหตุร้ายที่เกิดทั้งในซินเจียงและส่วนอื่น ๆ ของจีน เช่นเหตุการณ์คนกลุ่มหนึ่งใช้มีดไล่แทงผู้คน ณ สถานีรถไฟที่คุนหมิงเมื่อปีที่แล้วหลังจากที่ถูกห้ามไม่ได้ข้ามไปชายแดนเวียดนาม
จีนชี้นิ้วไปที่ชนกลุ่มน้อยอูกุยร์ว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุร้ายเหล่านี้
ชาวอูกุยร์ซึ่งนับถือมุสลิมได้รวมตัวกันประท้วงและต่อต้านนโยบาย “กลืนวัฒนธรรมและศาสนา” มุสลิมมายาวนาน จึงมีเหตุปะทะกันเป็นระยะ ๆ ละม้ายกับความตึงเครียดระหว่างชาวทิเบต (ซึ่งเป็นชาวพุทธ) ที่อยู่ติดกับซินเจียงกับรัฐบาลกลางของจีนเช่นกัน
ทางการจีนยืนยันว่าชาวอูกุยร์ที่พยายามจะหนีออกนอกประเทศนั้น ต้องการไปร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรงในต่างประเทศ
ฝ่ายต่อต้านจีนบอกว่าเจ้าหน้าที่จีนกดขี่ข่มเหงชาวอุยกูร์ ไม่ยอมให้ปฏิบัติพิธีศาสนา ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนยืนยันว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นความจริง รัฐบาลจีนเคารพในเสรีภาพการนับถือศาสนาของชาวมุสลิมในซินเจียงมาตลอด
จุดยืนรัฐบาลไทยคื อการเจรจากับทั้งตุรกีและจีน และยึดหลักการสากล อีกทั้งจีนก็ยืนยันว่าจะปฏิบัติต่อคนที่ถูกส่งกลับตามกฎหมายอย่างเปิดเผย และพร้อมจะให้ต่างประเทศส่งผู้สังเกตการณ์ไปดูเรื่องนี้ที่จีน
ไทยอยู่ในฐานะลำบาก เพราะตกอยู่ระหว่างเขาควาย ไม่ต่างกับปัญหาที่เผชิญเกี่ยวกับกรณีชาวโรฮิงญา และกรณีอื่น ๆ ที่ไทยกลายเป็น “ทางผ่าน” ของปัญหาในภูมิภาคนี้
ดังนั้น สิ่งที่ไทยเราจะต้องยึดเป็นหลักการก็คือความเป็นสากล, หลักนิติธรรม, และสิทธิมนุษยชน เพราะฝ่ายต่าง ๆ ที่มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้จะกดดันไทยให้ทำตามที่เขาต้องการ
จีนมีประวัติด้านลบเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะเป็นทิเบตหรือซินเจียงมายาวนานพอสมควร แม้ว่าระยะหลังปักกิ่งจะเริ่มตระหนักถึงภาพลักษณ์ทางลบของตนในเวทีสากลในประเด็นนี้ และได้แสดงความระมัดระวังในการดำเนินการเรื่องนี้มากขึ้นกว่าเดิม
แต่เอาเข้าจริง ๆ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของจีนก็ยังยึดถือหลักเข้มข้นที่ไม่สอดคล้องกับกติกาสากลนัก เช่น กรณีเอาถุงคลุมหัวชาวอูกุยร์ที่ถูกส่งกลับทางเครื่องบินดังภาพที่ CCTV จีนนำออกเผยแพร่
หากจีนพร้อมจะเปิดให้คณะผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าไปตรวจสอบติดตามการดำเนินคดีกับชาวอูกุยร์ที่ส่งกลับจากไท ยก็จะเป็นก้าวใหม่ที่ประชมคมโลกควรจะถือเป็นโอกาสที่สร้างความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมของจีน
จีนยืนยันว่าคนกลุ่มที่เขาขอตัวกลับนั้นเป็น “ผู้หลบหนีเข้าเมือง” (illegal immigrants) ไม่ใช่ “ผู้ลี้ภัย” (refugees) และประเทศอื่นไม่ควรจะเอา “การเมือง” และ “ศาสนา” เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้กระทำผิดกฎหมาย
แต่ผู้เรียกร้องความเป็นธรรมบอกว่า คนเหล่านี้หนีการกดขี่ข่มเหงจากเจ้าหน้าที่รัฐ และหากถูกส่งกลับไปจะถูกกลั่นแกล้งและไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ไทยจะต้องเผชิญกับสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” เช่นนี้ จึงควรจะต้องมีนโยบายที่จะขอความปรึกษาหารือองค์กรระหว่างประเทศ ในประเด็นขัดแย้งระหว่างเจ้าของประเทศกับประเทศที่สาม เมื่อต้องเจอกับกรณีที่มีคนหนีเข้ามาขอพึ่งพิงประเทศไทยจนกลายเป็นภาระที่ไม่พึงประสงค์
การดำเนินวิเทโศบายทางการทูตที่ชาญฉลาด โปร่งใส และเปิดกว้างเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศจึงมีความสำคัญยิ่ง
ในกรณีที่เกี่ยวกับความขัดแย้งในการตีความระหว่าง “ผู้ลี้ภัย” กับ “ผู้หลบหนีเข้าเมือง” ไฉนไทยจึงไม่เชิญให้หน่วยงานระหว่างประเทศมาร่วมพิจารณาก่อนจะตัดสินไปทางใดทางหนึ่ง เช่น ก่อนตัดสินใจก็อาจจะปรึกษาสำนักงานข้าหลวงผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ หรือ UNHCR มาช่วยวิเคราะห์และเสนอความเห็นประกอบการตัดสินใจ
เพราะไทยไม่ควรจะถูกบี้อยู่ตรงกลางระหว่างสหรัฐกับจีน ในทุกประเด็นความบาดหมางระหว่างสองยักษ์ใหญ่ในเวทีสากลนี้
เราต้องหัดเล่น “ไพ่ยูเอ็น” บ้างเพราะไม่ว่าจะเป็น “ไพ่มะกัน” หรือ “ไพ่จีน” ก็ล้วนแล้วแต่มีเดิมพันสูงสำหรับ “พี่ไทย” ทั้งนั้น









