เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเร่งทำลายจิตวิญญาณ?

เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเร่งทำลายจิตวิญญาณ?

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า มาตรา 44 เป็นเครื่องมือที่อาจนำมาใช้ให้เกิดผลตามเป้าหมายได้ในหลายภาวการณ์

แต่รัฐบาลจะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงได้ยากทั้งที่คงอยากทำ ในบรรดาปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ ปัญหาที่มาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา น่าจะหาทางออกยากที่สุด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกโดยทั่วไปยังตกอยู่ในภาวะซบเซา การเชื่อมต่อกันแบบแทบไร้พรมแดนระหว่างเศรษฐกิจไทยกับโลกภายนอก ผ่านการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน เป็นปัจจัยที่ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหลายไม่ค่อยได้ผล 

ความซบเซาชองเศรษฐกิจเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล ที่ผู้ต่อต้านหยิบยกมาโจมตีได้ง่าย และรัฐบาลคงไม่ใช้มาตรา 44 ปิดปากพวกนั้น ภาวการณ์เช่นนี้คงมีแรงผลักดันให้รัฐบาลพิจารณามาตรการประชานิยมแนวเลวร้ายที่รัฐบาลก่อนๆ นำมาใช้ ตั้งแต่หลังการเลือกตั้งปี 2544 ในขณะนี้ยังไม่มีตัวชี้บ่งอย่างแจ้งชัดว่า รัฐบาลจะทำเช่นนั้นอีกหรือไม่

อย่างไรก็ดี ตอนนี้มีกระแสผลักดันให้เปิดบ่อนการพนันทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้ผลักดันมีทั้งบุคคลในรัฐบาล ในกลุ่มข้าราชการผู้ใหญ่ ในกลุ่มนักวิชาการ ในบรรดาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และรวมถึงพระสงฆ์บางรูปด้วย ณ วันนี้ ยังไม่มีทีท่าจากหัวหน้ารัฐบาลและ คสช.ผู้กุมอำนาจการใช้มาตรา 44 ที่บ่งชี้จุดยืนของตน ส่งผลให้ประชาชนบางคนมองว่า การออกมาผลักดันของบุคคลเหล่านั้น เป็นกระบวนการโยนหินถามทางของรัฐบาลเอง

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การเปิดบ่อนการพนันแบบถูกกฎหมายในรูปของ “สถานบันเทิงครบวงจร” (Entertainment Complex) เป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นมากว่าสิบปีแล้ว แต่เดินหน้าต่อไม่ได้เมื่อรัฐบาลหมดอำนาจไปและไม่มีการสานต่อ เพราะข้อเสนอถูกต่อต้านจากหลายฝ่าย ตามรายงานของสื่อ หลังจากวันที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกมาเปิดประเด็นว่า เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบ่อนการพนัน และต้องการให้เมืองไทยเปิดบ่อนขึ้นทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับป้องกันมิให้เงินรั่วไหลไปยังบ่อนในประเทศเพื่อนบ้าน และการดูดเงินตราให้เข้ามาในประเทศ การต่อต้านจากหลายวงการก็กระหึ่มขึ้นอีก

กระแสต่อต้านแพร่ขยายไปรวดเร็วกว่าครั้งก่อนๆ ผ่านสังคมออนไลน์ หลายต่อหลายครั้งมีการอ้างถึงผลร้ายที่นำไปสู่การปิดบ่อนการพนันในสมัยรัชกาลที่ 5 และในสมัยนายกรัฐมนตรีควง อภัยวงศ์ เมื่อปี 2488

หลายครั้งที่มีการพูดถึงบ่อนการพนันในเมืองไทย คอลัมน์นี้ได้ชี้แจงว่าเพราะอะไรจึงไม่ควรทำ โดยเฉพาะบทความประจำวันที่ 28 มีนาคม และ 30 พฤษภาคม 2551 ซึ่งตอนนี้รวมกันเป็นบทความขนาดยาวชื่อ “อย่าระยำทำบ้าจี้กับจีดีพีและผีพนัน” และอาจเข้าไปอ่าน หรือดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา (www.bannareader.com) บทความนั้นได้นำผลการวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเนวาดามาเสนอด้วย รัฐเนวาดาเป็นสถานที่ตั้งของบ่อนการพนันอันโด่งดังที่เมืองลาสเวกัส ผลการวิจัยนั้นยืนยันความเสียหายร้ายแรง เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเมืองไทย จนนำไปสู่การปิดบ่อนในสมัยรัชกาลที่ 5 และในสมัยนายกฯ ควง อภัยวงศ์ 

กระนั้นก็ดี ณ วันนี้ ยังมีบ่อนการพนันเปิดเพิ่มขึ้นในอเมริกา เนื่องจากรัฐต่างๆ มองว่าจะหาเงินได้  บ่อนที่ใหญ่ที่สุดในแนวลาสเวกัส ได้แก่ บ่อนที่สร้างขึ้น ณ เมืองแอตแลนติกซิตี้ ในมลรัฐนิวเจอร์ซี บ่อนนี้อยู่ใกล้เมืองใหญ่ๆ หลายเมือง โดยเฉพาะฟิลาเดลเฟียและนิวยอร์ก หลังจากกิจการดูจะไปได้ดีอยู่ชั่วระยะหนึ่ง บ่อนก็ประสบปัญหาสาหัส ส่งผลให้บริษัทประกอบการล้มละลายไปหลายบริษัทแล้ว

นอกจากนั้น ยังมีบ่อนการพนันจำนวนมากเกิดขึ้นในเขตปกครองตนเองของชาวพื้นเมืองดั้งเดิม หรืออินเดียนแดงเกือบทุกเผ่า แต่บ่อนเหล่านั้นมักสร้างปัญหาไม่น้อยกว่าสร้างผลดี ทั้งนี้ เพราะการพนันเข้าไปทำลายจิตวิญญาณของประชาชนจนย่อยยับ ในขณะนี้จึงเริ่มมีการอ้างถึงคำพังเพยเก่าแก่ของเผ่าครีขึ้นมา เพื่อเตือนใจกันอีกครั้ง

คำพังเพยมีใจความว่า “เมื่อไรต้นไม้ต้นสุดท้ายได้ถูกโค่นลง ปลาตัวสุดท้ายถูกจับไปกินและสายน้ำทั้งหลายกลายเป็นพิษ เมื่อนั้นท่านจะรู้ว่าเรากินเงินไม่ได้”  การทำลายจิตวิญญาณมีผลร้ายไม่น้อยกว่าการทำลายป่าไม้และสายน้ำ 

เนื่องจากเรื่องผลกระทบร้ายแรงทางด้านสังคม ได้พูดถึงกันมากแล้วในสื่อต่างๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงจะไม่พูดซ้ำอีก หากจะขอตั้งคำถามต่อผู้สนับสนุนให้เปิดบ่อนว่า ได้ศึกษาอย่างตรงไปตรงมาว่า บ่อนการพนันที่จะตั้งขึ้นนั้น มีความคุ้มค่าตั้งแต่เมื่อไร หากได้ทำแล้วกรุณารีบนำออกมาเสนอให้ผู้มีความรู้ด้านเศรษฐกิจและการเงินพิจารณาว่ามันคุ้มค่าตามหลักวิชาการจริงหรือไม่

เราต้องไม่มักง่ายวาดภาพขึ้นในอากาศแล้วสรุปเอาว่า มันคุ้มค่าแน่นอน หลายต่อหลายครั้งคอลัมน์นี้เสนอให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะลงความเห็นว่ากิจการต่างๆ มีผลดีทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพราะกิจการที่เชื่อกันว่ามีผลดีนั้น อันที่จริงอาจมีผลเสียหายร้ายแรงมากก็ได้ ตัวอย่างที่อ้างถึงหลายครั้งได้แก่ กิจการที่เกี่ยวกับบุหรี่ที่มีผลเสียหายหลายทอด 

ในช่วงนี้มีการอ้างถึงการทำลายป่าไม้และการทำลายสายพันธุ์ปลาในทะเล เพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจเกือบทุกวัน นั่นเป็นการทำลายทางกายภาพ บ่อนการพนันจะทำลายจิตวิญญาณซึ่งจะเลวร้ายยิ่งกว่าการทำลายป่าและพันธุ์ปลามากนัก จึงอยากให้นึกถึงคำเตือนของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ผู้ทรงเป็นต้นแบบเกษตรกร ที่ว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”

 เมืองไทยจะสิ้นคิดจนถึงกับทำลายจิตวิญญาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจกันแล้วหรือ?