ความมีเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย สร้างฐานที่ดีต่อการทำงานของเศรษฐกิจระบบตลาด
เพราะสิ่งสำคัญอันหนึ่งจากระบอบประชาธิปไตย คือ การมีเสรีภาพรวมถึงเสรีภาพทางเศรษฐกิจ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom) จะส่งเสริมกรรมสิทธิ์เอกชน (Property Right) เป็นการส่งเสริมการทำงานของกลไกตลาด ขณะเดียวกัน ระบอบประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วม จะสร้างภูมิปัญญาจากชาวบ้านหรือประชาชนได้ และหลักฐานงานวิจัยชี้ตรงกันว่า ประชาธิปไตยจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาวที่สามารถคาดการณ์ได้ มีเสถียรภาพในการขยายตัวระยะสั้นมากกว่า รับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีกว่า เพราะมีกลไกในการจัดการความขัดแย้งได้ดีกว่า เพราะเป็นไปตามหลักนิติรัฐ ประชาชนมีส่วนร่วมและมีการแบ่งปันอำนาจ
การแบ่งปันอำนาจและการเปิดเสรีในระบอบประชาธิปไตยทำให้เศรษฐกิจก้าวหน้า พัฒนาได้มากกว่า ยั่งยืนกว่า เพราะมีกลไกในการแก้ไขความผิดผลาดที่ดีกว่า ขณะที่รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน จะไม่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในวงแคบ นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งจะคำนึงถึงโอกาสในการชนะเลือกตั้ง จึงพยายามตอบสนองต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด ส่วนรัฐบาลรัฐประหารมักจะตอบสนองต่อกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐประหารมากกว่าประชาชนโดยรวม
ณัฏฐพงศ์ ทองภักดี, ธรรมนูญ พงษ์ศรีกูร (2535) ชี้ว่า รัฐบาลอานันท์ซึ่งมาจากรัฐประหาร (รัฐบาล รสช.) เน้นการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เพราะมีรัฐมนตรีหลายท่านมาจากภาคธุรกิจ และข้าราชการที่สนับสนุนนโยบายดังกล่าว แต่นโยบายด้านการเกษตรและการกระจายรายได้น้อย เพราะไม่ได้มาจากฐานประชาชนที่กว้างขวาง
ส่วนการที่รัฐบาล คสช. มีนโยบายหลายเรื่องเพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ผมเห็นว่ามีปัจจัยหลายอย่างสนับสนุน เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ถูกทำให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ ความจำเป็นที่คณะรัฐประหารต้องรักษาความนิยมจากประชาชน และต้องเอาชนะนโยบายประชานิยมจากรัฐบาลเลือกตั้งที่ผ่านมาด้วย ไม่ว่าจะด้วยเหตุปัจจัยใดก็แล้วแต่ การผลักดันกฎหมายภาษีมรดกและภาษีที่ดิน ย่อมเป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น
คนบางส่วนอาจจะคาดหวังกับเผด็จการทรงคุณธรรม และอาศัยอำนาจเด็ดขาดในการแก้ปัญหาของประเทศ แต่ระบอบดังกล่าวจะไม่มีกลไกที่จะให้ประชาชนตรวจสอบถ่วงดุล หากอยู่ในอำนาจนานๆ ก็จะมีแรงจูงใจจะตอบสนองผลประโยชน์ของกลุ่มพรรคพวกตัวเองมากขึ้น และความมีคุณธรรมก็จะลดลงตามลำดับ มีงานวิจัยของ Easterly (2011) ศึกษาข้อมูลช่วงปี ค.ศ. 1960-2008 ของ 84 ประเทศ บ่งชี้ว่า ไม่มีหลักฐานหรือข้อสรุปใดๆ ที่บอกว่า รัฐบาลเผด็จการมีการขยายตัวสูงมากกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย แต่พบว่ามีความแปรปรวนสูงกว่ามาก และผันผวนมากกว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ นักวิชาการยังพบว่า งบประมาณทางการทหารจะเพิ่มสูงมากเกือบทุกครั้งเมื่อมีรัฐบาลจากรัฐประหาร
นอกจากนี้ ระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพและมั่นคง ทำให้เราหลีกเลี่ยงความรุนแรง นองเลือด และวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้ดีกว่า เพราะระบอบประชาธิปไตยทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่รุนแรงผ่านการเลือกตั้งและการลงคะแนนตัดสินใจของประชาชน เป็นระบบเปิดที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศได้ แต่ในระบอบอำนาจนิยม (ทั้งโดยการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งก็ตาม) นั้นมักจะต้องใช้กำลังและความรุนแรง ต้นทุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงสูง ยิ่งหากไม่สามารถสร้างเสถียรภาพหลังการรัฐประหารได้แล้ว ยิ่งเป็นต้นทุนที่สูงยิ่งต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ






