วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความต้องการบอกสถานะสังคมผู้บริโภคยุคโซเชียล

การวิจัยตลาดเพื่อให้ได้ความต้องการและความสนใจของผู้บริโภคมาทำการออกแบบสินค้าและบริการใหม่ๆเป็นที่ประสบความสำเร็จอย่างมากช่วง10 ปีก่อนหน้านี้

แต่ในยุคปัจจุบันที่ โซเชียลมีเดีย ทำหน้าที่เป็น สื่อสังคม ที่สามารถแพร่กระจายข่าวสารและประสบการณ์ใหม่ๆ ในรูปแบบของข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและแพร่หลายนั้น ทำให้การตลาดแบบสร้างประสบการณ์จริงที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัส เกิดความไม่ทันสถานการณ์

ในบางเรื่องผู้บริโภคยังไม่ทันไปทดลองประสบการณ์ด้วยตนเอง ก็ถูกกระแสโซเชียลชักจูงให้เลิกล้มความตั้งใจแล้ว

กลยุทธ์การตลาดที่นักการตลาดวางแผนไว้ จึงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ตามที่ต้องการ

นักการตลาดจึงหันมาให้ความสนใจกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคภายใต้กระแสของโซเชียลมีเดีย นั่นก็คือ เรื่องของพัฒนาการด้านสถานะทางสังคมของปัจเจกบุคคล

ไม่เป็นที่สงสัยว่า มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมโดยธรรมชาติ จะให้ความสำคัญต่อการรักษา แสดงออก และการบ่งบอกสถานะสังคมของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแสดงตัวเองในโซเชียลมีเดีย

สถานะสังคมของแต่ละคน อาจจะมีได้หลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มสังคมที่ต่างกัน

ผู้บริโภคอาจกำหนดตัวเองให้เข้าไปอยู่เป็นสมาชิกในกลุ่มสังคมต่างๆ เช่น กลุ่มศาสนาธรรมมะธัมโม กลุ่มรักษาสุขภาพ กลุ่มพระเครื่อง กลุ่มกีฬา กลุ่มการเมือง ฯลฯ เป็นต้น

และธรรมชาติของการเข้าร่วมกลุ่มสังคมต่างๆ ก็คือ แต่ละคนมักจะมีกลุ่มสังคมต่างๆ มากกว่า 1 กลุ่มในเวลาเดียวกัน และอัตลักษณ์และพฤติกรรมของคนคนเดียวกันนั้น จะไม่คงเดิม แต่เปลี่ยนแปลงไปเมื่ออยู่ในกลุ่มสังคมที่ต่างกัน

เช่น คนในกลุ่มเข้าวัดทำบุญ ในขณะเดียวกันอาจสนใจติดตามชื่นชอบกีฬาฟุตบอล

พฤติกรรมพื้นฐานก็คือ เมื่ออยู่ในกลุ่มทำบุญ พฤติกรรมหรือการแสดงออกในเรื่องฟุตบอล (ซึ่งอาจเกี่ยวกับความต้องการชัยชนะเหนือคนอื่น หรืออาจติดเรื่องการพนันขันต่อเล็กๆ น้อยๆ) ก็อาจไม่ปรากฏให้เห็น

และภายใต้แรงผลักดันของกระแสโซเชียลมีเดียที่ไม่จำเป็นต้องมีการพบปะหรือรู้จักกันเป็นส่วนตัวมาก่อน อัตลักษณ์ของบุคคลก็จะมีช่องทางที่จะแสดงออกได้มากขึ้น

โดยเฉพาะการพยายามแสดงสถานะที่โดดเด่น เป็นผู้นำในกลุ่ม อย่างถึงกับลืมเกรงใจสมาชิกอื่นในกลุ่ม

พฤติกรรมใหม่เหล่านี้ทำให้นักการตลาดไม่สามารถยึดถือแนวทางการวิจัยตลาดเพื่อค้นหาพฤติกรรมหรือความสนใจของผู้บริโภคได้อีกต่อไป หากไม่นำปัจจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการดำรงสถานภาพสังคมหรือการเข้าร่วมกลุ่มสังคมของผู้บริโภคเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย

ในการสำรวจหรือวิจัยตลาดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์โฟกัสกรุ๊ป หรือ การสำรวจโดยการใช้แบบสอบถาม ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้กับผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างถูกตรึงอยู่กับสถานะใดสถานะหนึ่งในการให้คำตอบหรือความคิดเห็น

ซึ่งแตกต่างไปจากสภาพที่แท้จริงของการมีสถานะในกลุ่มสังคมอย่างหลากหลายในเวลาเดียวกัน และสามารถสลับความคิดเห็นไปมาได้อย่างอิสระและรวดเร็ว

นิตยสาร HBR (Harvard Business Review) เมื่อไม่นานมานี้ ได้เล่าถึงเรื่องบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ระดับโลกทำการสำรวจความต้องการของตลาดเพื่อออกแบบโมเดลธุรกิจเครื่องซักผ้าในบ้านใหม่ จากตลาดในปัจจุบันที่กำลังอิ่มตัว

ทีมวิจัยการตลาด สำรวจและได้ข้อมูลพื้นฐานที่สนับสนุนว่า โมเดลใหม่ คือการให้เครื่องซักผ้าฟรีแก่ลูกค้า และใช้เทคโนโลยีของอินเตอร์เน็ตที่บริษัทมีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง ทำการคิดราคาของการซักผ้าแต่ละครั้ง แบบไม่ใช้ก็ไม่ต้องจ่าย จะต้องสร้างความความสำเร็จอย่างสูงให้กับบริษัท

แต่เมื่อทำการทดสอบตลาดจริง โดยเลือกประเทศหนึ่งในยุโรป ที่มีระบบอินเตอร์เน็ตสมบูรณ์ถึงทุกครัวเรือน และประชากรมีระดับความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีดีพอที่จะรองรับไอเดียโมเดลธุรกิจใหม่นี้

ปรากฏว่า ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง จนบริษัทต้องยกเลิกโครงการนวัตกรรมนี้ไปเลย

เมื่อกลับมาวิเคราะห์ พบว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่สนองตอบต่อการทำการวิจัยตลาดแบบเดิมๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยอาจไม่สามารถให้ความคิดเห็นที่หลากหลายภายใต้สถานะสังคมที่แตกต่างกันออกไปได้อย่างครบถ้วน

ผลจากการทดสอบตลาดจริง พบว่า เครื่องซักผ้าแบบจ่ายเงินเมื่อใช้งาน ไม่ได้รับความสนใจด้วยความรู้สึกว่ามีความคล้ายกับการไปใช้บริการเครื่องซักผ้าแบบหยอดเหรียญที่เป็นที่นิยมของอีกกลุ่มสังคมหนึ่งที่มีสถานะทางการเงินด้อยกว่า

ส่วนกลุ่มสังคมระดับบน แทบไม่ต้องเดาเลยว่า ไม่มีความสนใจที่จะมาจุกจิกกับค่าใช้จ่ายในการซักเสื้อผ้าและการได้เครื่องมาฟรี

แนวทางที่นักการตลาดสมัยใหม่ จะหันมาใช้เรื่องของกลุ่มสังคมและสถานภาพสังคมของกลุ่มเป้าหมาย อาจเป็นเรื่องของการเชิญชวนลูกค้าเป้าหมายหรือผู้บริโภคทั่วไปเข้ามาร่วมกับกลุ่มสังคมที่บริษัทสร้างขึ้น เช่น เฟสบุ๊ค หรือ กลุ่มไลน์

แต่ต้องเป็นการตั้งคำถามที่จะสามารถกระเทาะหรือปรับพฤติกรรมเกี่ยวกับสถานะสังคมให้สอดคล้องกับกลยุทธ์หรือแนวทางที่บริษัทกำหนดไว้

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ชอบลองของใหม่ กลุ่มนิยมของแถมหรือสะสมแต้ม กลุ่มที่ชอบเป็นผู้วิจารณ์และทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลแทนบริษัท ฯลฯ

หรือแม้กระทั่งการเปิดโอกาสให้กลุ่มที่มีไอเดียดีๆ เข้ามาร่วมเสนอแนวคิดในการออกแบบสินค้าหรือบริการ

สินค้าพื้นๆ เช่น สินค้าที่จำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็อาจออกแบบให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในกลุ่มสังคมต่างๆ ที่ชอบดำรงสถานะผู้นำในกลุ่มสังคมของตนเองในเวลาเดียวกัน เช่น ชอบทำกับข้าว มุ่งประหยัด แสวงหาของแถม หรือแม้กระทั่งผู้ชอบจัดงานเลี้ยงสังสรรค์หรืองานปาร์ตี้ที่บ้าน

การตลาด กำลังจะวิ่งหนีธุรกิจของคุณไป อีกแล้ว!!!!