จริงๆ กระแสเรื่อง Mobile Commerce มีพูดกันมาสักระยะหนึ่งแล้วครับ
ตั้งแต่ สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัวนวัตกรรม สมาร์ทโฟน ขึ้นมา กูรูการตลาดหลายคน ฟันธงกันแบบไม่กลัวน่าแตกกันเลยทีเดียวว่าต่อไป ธุรกรรมซื้อขายออนไลน์เกินกว่าครึ่ง จะย้ายไปอยู่บนมือถือกันหมด!
ในยุคนั้น ผู้คนพากันแตกตื่น บริษัทพัฒนา Applicationพากันเข็น Solution การซื้อขายบนมือถือ ออกมากันยกใหญ่ ท้ายสุดมิต่างกับยุคฟองสบู่ดอทคอม คนมาก่อน ทำก่อน ไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป
กลายเป็นว่ามาก่อน ทำก่อน เจ๊งก่อน ซะงั้น!
บรรดากูรูการตลาด อาจไม่ได้ระบุระยะเวลาที่ชัดเจนพอครับ คือ Mobile Commerce มันมาแน่ๆ แต่ว่าไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุ๊บปั๊บทันทีทันใด ต้องอาศัยระยะเวลาในการเติบโตและระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้งานสักช่วงเวลาหนึ่ง
ผ่านมา 7-8 ปี นับจาก iPhone 1 คลอดออกมา เราเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจน ของเทรนด์ Mobile Commerce ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังที่กูรูดังๆทั้งหลายฟันธงกันเอาไว้
ตัวอย่าง เช่น เว็บ Myntra.com ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ระดับท็อปของอินเดียประกาศปิดตัวเว็บไซต์ของตัวเอง โดยจะขายเสื้อผ้าผ่านทาง Mobile App อย่างเดียวเท่านั้น! เว็บ Myntra.com ไม่ใช่เว็บ E-commerce ไก่กาทั่วๆไป เพราะเว็บ Myntra มีสินค้าจำหน่ายถึง 1,000 แบรนด์มียอดขายในแต่ละเดือนอยู่ที่ 1,500 ล้านบาทเลยทีเดียว
ดังนั้นการประกาศปิดตัวเว็บไซต์ ถือว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดามากๆ พอนั่งอ่านข่าวไล่ไปเรื่อยๆ จึงเข้าใจว่าที่ยอมปิดเว็บไซต์ ก็เพราะว่ายอดสั่งซื้อสินค้าทั้งหมดของ Myntra มาจาก Mobile ไปแล้ว 70% เค้าก็เลยอยากจะทุ่มพลังและทรัพยากรในการทำแพลตฟอร์มบน Mobile อย่างเดียวไปเลย ถือเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดและฉลาดไม่น้อย
หันมามองประเทศไทย บ้านเรากันบ้าง ล่าสุด lnwshow.com (เทพช็อบ.com) ผู้ให้บริการ Platform E-commerce เจ้าใหญ่ในประเทศเรา ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ขณะนี้ยอดการเข้าใช้งานเว็บไซต์ร้านค้าที่ใช้บริการ LnwShop ผ่านทางสมาร์ทโฟน และแทบเล็ตมีสูงเกิน 50% ของผู้ใช้งานทั้งหมดแล้ว!!
เรียกได้ว่าช่วงเวลาไม่นาน Mobile Commerce มาแล้ว! มาแบบไม่ทันรู้ตัวด้วย!
ตัวผมเองได้มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ E-commerce เจ้าใหญ่อยู่หลายราย ลองสอบถามดูว่าได้ทำอะไรกับเทรนด์อันนี้บ้างไหม โดยส่วนใหญ่จะได้รับคำตอบว่ามีการปรับปรุงเว็บไซต์ให้รองรับกับมือถือ อาจจะเป็นโมบาย เว็บ m.domain.com หรือไม่ก็ทำเป็น Responsive website แทน
ยังมีน้อยรายมากๆ ที่จะทำเป็น Mobile Application ผิดกับเทรนด์ต่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับ Mobile Application มากกว่าเว็บไซต์ที่รองรับมือถือ
ผมลองสอบถามความเห็นเพิ่มเติม ว่าทำไมไม่ทำเป็น Mobile App คำตอบที่ได้รับคือ มันยุ่งยากเสียเวลาในการพัฒนาและที่สำคัญคือ ผู้ใช้งานต้องทำการโหลด App ด้วย ทำให้ต้องใช้งบการตลาดสูงในการทำให้คน Download และ install app อีกต่อ จึงมองว่าแค่ทำเว็บไซต์ให้รองรับกับมือถือ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
แต่ผมอยากจะบอกบรรดาผู้ประกอบการ E-commerce ว่าเราอาจจะมองข้ามประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่สุด ของ Mobile App กันไป ถ้าพิจารณากันดีๆแล้ว Mobile Application เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นก็คือ เรื่อง Push Notification
การ Push Notification คือการส่งข้อความหาผู้ใช้งาน Mobile Application ของเรา ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึง Line หรือ Facebook เวลามีคนส่งข้อความมาหาเรา จะมีตัวเลขสีส้มๆ ขึ้นตรงหัวมุม ไอคอน เย้ายวนให้เรากดอ่าน !
ในขณะที่เว็บไซต์ เราต้องนั่งรอให้คนเดินทางมาเข้าเว็บไซต์เราเอง แต่ Mobile App สามารถส่งข้อความไปเรียกให้คนกดเข้ามาใช้งาน App ได้ ที่ทีเด็ดกว่านั้นคือ ค่าใช้จ่ายในการส่ง Notification อันนี้มันต่ำมากๆ แทบจะเป็นศูนย์ แถม Open Rate
(อัตราการเปิดอ่าน) สูงมาก Email Marketing แบบเจ๋งๆ คนเปิดอ่านได้สัก 10% ก็ดีใจกันแทบสลบ
แต่ Push Notification กลับมีคนเปิดอ่านโดยเฉลี่ยถึง 35%
ฟังแบบนี้แล้วพอจะเห็นภาพไหมครับว่าทำไม E-commerce ในต่างประเทศ ถึงให้น้ำหนักในการทำ Mobile Application มากกว่า Website ที่รองรับมือถือธรรมดาๆ
ว่าแล้ว โซวบักท้ง ก็แอบซุ่มทำ Mobile Commerce Solution เพื่อขายให้กับผู้อ่านต่อไป!!








