กรีซประกาศขอเลื่อนการชำระหนี้ แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ที่ถึงกำหนดจ่ายในวันที่ 5 มิ.ย. เป็นปลายเดือนมิ.ย.นี้ ไม่ได้สร้างความแปลกใจต่อการเฝ้ามองจากทั่วโลก ที่คาดว่า กรีซจะยังคงซื้อเวลาด้วยการเจรจา จนกว่าบรรดาเจ้าหนี้จะยอมรับในข้อตกลงร่วมกันในเงื่อนไขที่ผ่อนปรน แทนที่จะต้องแบกรับแผนการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณให้ได้ปีละ 6% ตามที่เจ้าหนี้ต้องการ ก็จะกระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจในภาพรวมของกรีซให้อ่อนแอลงอีก เนื่องจากขณะนี้กรีซไม่มีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายพัฒนาประเทศ และช่วยเหลือประชาชน แต่มีหนี้ที่ต้องจ่ายจำนวนมาก ขณะที่นายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ซีปราส ซึ่งกำลังเผชิญเสียงโกรธเกรี้ยวจากเหล่าผู้สนับสนุนฝ่ายซ้าย เรียกร้องเจ้าหนี้หลายๆชาติเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในเงินช่วยเหลือ เพื่อเลี่ยงผิดนัดชำระหนี้
โดยไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า เหล่าเจ้าหนี้ชาติต่างๆ ได้รับแจ้งจากรัฐบาลกรีซว่า มีแผนรวมหนี้ที่ต้องชำระคืน 4 งวด ที่จะครบกำหนดในเดือนมิ.ย.นี้เป็นก้อนเดียว เป็นเงิน 1,600 ล้านยูโร และขอเลื่อนกำหนดจ่ายไปเป็นวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ทั้งนี้กรีซจำเป็นต้องชำระหนี้งวดแรกจำนวน 307 ล้านยูในวันที่ 5 มิ.ย. งวดที่สองในวันที่ 12 มิ.ย. 345 ล้านยูโร งวดที่สามในวันที่ 16 มิ.ย. 575 ล้านยูโร และงวดสุดท้ายสำหรับเดือนนี้ในวันที่ 19 มิ.ย.อีก 345 ล้านยูโร โดยไอเอ็มเอฟ ระบุว่า หากเกิดกรณีไม่สามารถชำระหนี้ได้ ประเทศนั้นๆ ก็ยังจะไม่ถือว่าผิดชำระหนี้ แต่จะเข้าสู่ระยะผ่อนผันเป็นเวลาหนึ่งเดือน ทั้งนี้บรรดาเจ้าหนี้ก็ยังไม่มีท่าทีตอบรับกับคำร้องขอของกรีซ ซึ่งหากปล่อยให้การชำระหนี้เลื่อนออกไปก็จะกระทบต่อตารางเวลาการชำระหนี้ทั้งหมดของกรีซ
ตลอดช่วงเวลาที่กรีซเกิดวิกฤติหนี้สาธารณะเมื่อปี 2552 จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 6 ปี แต่หนี้สาธารณะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงระดับ 180% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) โดยมีหนี้ต่างประเทศรวมกันสูงถึง 3.24 แสนล้านยูโร ขณะที่ได้รับเงินกู้ช่วยเหลือในวงเงิน 2.4 แสนล้านยูโร จากกลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้าที่ประกอบด้วยคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และไอเอ็มเอฟ โดยสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นดังกล่าว มาจากการที่กรีซไม่อาจจะทำการผลิตผล แม้กระทั่งกรีซที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ก็สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นได้ ตรงกันข้ามขนาดของจีดีพีกลับหดตัวลงอย่างรวดเร็วถึง 1 ใน 3 จากขนาดของจีดีพีที่มีมูลค่า 3.41 แสนล้านยูโรในปี 2552 ผ่านไป 5 ปีขนาดของจีดีพีลดลงเหลือเพียง 2.42 แสนล้านยูโรในปัจจุบัน
นอกจากนี้ กรีซยังคงต้องเผชิญหน้า กับแผนการชำระหนี้ที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 38 ปี นับตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2600 โดยยังไม่ได้นับรวมการชำระหนี้ในเดือนกรกฎาคมอีกกว่า 5.4 พันล้านยูโร ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่เป็นของธนาคารพาณิชย์ 6 งวด เป็นของอีซีบี 3 งวด และไอเอ็มเอฟอีก 1 งวด ดังนั้น บทเรียนวิกฤติหนี้กรีซเป็นภาพสะท้อนของประเทศกำลังพัฒนาที่บ่งบอกสัญญาณอันตราย หากไม่ระมัดระวังการกู้หนี้ยืมสิน ก็จะทำให้ประเทศติดกับดักหนี้จนเข้าข่ายหนี้สินล้นพันตัว ยิ่งเศรษฐกิจอ่อนแอ ภาระหนี้ก็จะถาโถมจนปิดโอกาสประเทศนั้นๆที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างยากลำบาก ถึงแม้ว่ากรีซจะสามารถบรรลุจ้อตกลงกับเจ้าหนี้ผอดผ่อนการชำระหนี้ออกไป แต่กรีซยังคงต้องแบกหนี้ยาถึง 38 ปี โดยในบางช่วงเวลาระหว่างปี 2570-2573 หนี้ที่กรีซจะต้องชำระคืนยังสูงถึงปีละ 1.2-1.3 หมื่นล้านยูโร








