การระบาดของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือเมอร์ส ซึ่งมีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 1,180 คน
ในกว่า 20 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในซาอุดีอาระเบีย และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 436 ราย ทั้งยังมีความร้ายแรงกว่าโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส เพราะมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า แต่ติดต่อยากกว่านั้น กำลังเกิดขึ้นในเกาหลีใต้ โดยองค์การอนามัยโลกคาดว่าจะมีการติดเชื้อมากขึ้นในเกาหลีใต้ แต่ไม่ได้แนะนำให้จำกัดการเดินทางไปประเทศแห่งนี้
ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้แถลงว่าชายวัย 82 ปีที่เสียชีวิตนั้น ติดเชื้อเมอร์ส และนับเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ รายที่ 3 ของประเทศ ทำให้ตัวเลขผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้ออยู่ที่ 36 คนในเกาหลีใต้ นับเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดนอกตะวันออกกลาง ทั้งยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 5 คนนับจากมีการยืนยันผู้ติดเชื้อรายแรกเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม เป็นชายวัย 68 ปีที่เดินทางกลับจากซาอุดีอาระเบีย ส่วนจำนวนผู้ที่ติดต่อใกล้ชิดทั้งทางตรงและทางอ้อมกับเชื้อไวรัส เพิ่มเป็น 1,600 คน และถูกกักบริเวณในระดับต่างๆ กันไป
การพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนในกรุงโซลวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ และดำเนินมาตรการป้องกันตัวเองตามคำแนะนำของรัฐบาล ด้วยสวมหน้ากากยามโดยสารรถประจำทางและรถไฟใต้ดิน นอกจากนั้น วิธีในการป้องกันยังรวมถึงการล้างมือบ่อยๆ ด้วย การเร่งรับมือของทางการเกาหลีใต้ในรูปของการดำเนินความพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อสกัดกั้นการระบาด มีขึ้นหลังจากรัฐบาลเกาหลีใต้และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ถูกวิจารณ์ว่ารับมือการระบาดขั้นแรกอย่างล่าช้า
ในส่วนของไทยนั้น นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เกี่ยวกับมาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ 2012 หรือเมอร์ส-โควี ว่าในการเฝ้าระวังต้องตรวจพบคนไข้ให้ได้เร็วที่สุดเพื่อระงับยับยั้งการแพร่ของโรคโดยเร็ว ซึ่งจากมาตรการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง แม้พบผู้ป่วย 1 ราย ก็มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมให้การระบาดไม่แพร่มาก ขณะที่นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่าไทยมีโอกาสที่จะพบผู้ป่วยติดเชื้อเมอร์ส-โควี เพราะเป็นศูนย์กลางการเดินทางของอาเซียน อีกทั้งมีคนแถบตะวันออกกลางเดินทางมาไทยปีละประมาณ 3 แสนคน และก็มีคนไทยเดินทางไปตะวันออกกลางด้วย
สภาพการณ์ในปัจจุบัน ที่โรคต่างๆ สามารถแพร่ระบาดไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีของโรคซาร์สที่เคยระบาดในเอเชียเมื่อปี 2545 หรือไวรัสอีโบลาที่เพิ่งระบาดในแอฟริกาและซาไปเมื่อไม่นานมานี้ สะท้อนว่าในโลกยุคไร้พรมแดนที่มีการเดินทางอันสะดวกทั่วถึงกันทั่วโลกนั้น เจ้าหน้าที่ของทุกประเทศ รวมถึงไทย จำเป็นต้องตื่นตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยทำนองนี้ตลอดเวลา และไม่สามารถมองว่าโรคภัยที่เกิดขึ้นตามที่ต่างๆ เป็นเรื่องไกลตัว อีกทั้งการเตรียมมาตรการป้องกันทั้งหลายให้แน่นหนา ยังทำให้อยู่ในสภาพพร้อมมากกว่าการต้องมาตามแก้ไขกันในภายหลังหากเกิดการระบาดขึ้นมา









