วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้นำ (ทางการเมือง) ที่ดี

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก มีหมวดเกี่ยวกับผู้นำทางการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี ซึ่งบัญญัติไว้ตั้งแต่มาตรา 73 ถึง 77

แม้จะเพียงห้ามาตรา แต่สามในห้ามาตรานี้ก็ค่อนข้างยาวเพราะประกอบด้วยหลายย่อหน้า นอกจากนั้นยังได้กำหนดถึงองค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ มาตรฐานทางจริยธรรม และคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ซึ่งถ้ารวมรายละเอียดเรื่องเหล่านี้เข้าในหมวดหมู่เดียวกัน คงเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดซับซ้อนไม่น้อย


เท่าที่ฟังเสียงของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผู้ที่เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกนี้ ดูเหมือนจะไม่มีใครพูดถึงเรื่องผู้นำทางการเมืองที่ดีเลย จึงอาจแปลได้ว่าส่วนใหญ่เห็นพ้องกับหมวดนี้ หรือมิฉะนั้นก็มองข้ามและไม่ได้ให้ความสำคัญพอที่จะหยิบยกมาอภิปรายแปรญัตติในสภา หรืออาจเป็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่จะหยิบยกมาอภิปราย แต่รอตอนที่มีการร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับหมวดนี้ภายหลัง ก็เป็นได้


พิจารณาจากเนื้อหาในร่างฉบับนี้ พอเข้าใจได้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างฯคงต้องการแก้ปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของผู้ที่ต้องการเข้าสู่การเมืองในทุกระดับ พยายามสร้างสิ่งที่เป็นนามธรรมให้มีความเป็นรูปธรรม มีองค์กรและกฎระเบียบที่สามารถนำมาพิจารณาความชอบด้วยคุณธรรมและจริยธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำให้เป็นรูปธรรมดังกล่าวน่าจะมีปัญหาอยู่ไม่น้อย


มีสองสามประเด็นที่อยากจะหยิบยกมาพิจารณาในหมวดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของผู้นำทางการเมืองที่ดี


ประการที่หนึ่ง คือเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน กฎระเบียบใดๆ ที่จะกำหนดอย่างชัดเจนว่ามีหรือไม่มีจริยธรรมเป็นเรื่องที่ยากจะบัญญัติได้อย่างตายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดังเช่นทุกวันนี้ สิ่งที่เชื่อว่าขัดคุณธรรมจริยธรรมในวันนี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่ขัดในวันข้างหน้า ถ้าประชาชนในสังคมมีความเห็นเช่นนั้น


ประการที่สอง เรื่องของผู้นำที่ดีก็สามารถมองได้หลายมิติ ซึ่งโดยปกติแล้วความเป็นผู้นำมักจะมาพร้อมๆ กับวิสัยทัศน์และความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นปกติ และในเมื่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเกิดจากวิสัยทัศน์ ข้อบัญญัติที่กำหนดไว้นอกจากจะไม่เอื้อต่อภาวะผู้นำแล้วยังเป็นการจำกัดกรอบความคิดให้ต้องเดินตาม แล้วความเป็นผู้นำจะเกิดขึ้นได้อย่างไร


ประการที่สาม คือเรื่องความเป็นพลวัตของผู้นำที่ต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเมื่อสถานการณ์และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ผู้ที่จะเป็นผู้นำได้จะต้องมีวิสัยทัศน์พร้อมกลยุทธ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร แต่ถ้าถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบเช่นนี้ ก็เท่ากับจำกัดตัวเองให้ดำเนินการตามกฎระเบียบเป็นหลัก และนั่นไม่น่าจะเป็นเรื่องของผู้นำ แต่เป็นเรื่องผู้บริหารองค์กรมากกว่า


อับบราฮัม เซลซนิก (Abraham Zaleznik) ได้กล่าวโดยสรุปว่า ผู้บริหารกับผู้นำไม่เหมือนกันทั้งในแง่ความนึกคิด (Conception) และความลึกซึ้ง (Psyches) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่วุ่นวายโกลาหล (Chaos) หรือเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยในองค์กร (Order) ผู้บริหารจัดการองค์กรที่ดีจะมุ่งไปที่ความเรียบร้อยของกระบวนการ (Process) สร้างความมั่นคงแน่นอน (Stability) สามารถควบคุมได้ (Control) สามารถหยุดปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยบางครั้งอาจไม่ได้มองให้ทะลุถึงก้นบึ้งแห่งปัญหาก่อนที่จะยุติปัญหาด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่ดีที่สามารถยอมรับความสับสนวุ่นวายและความไม่มีระเบียบได้ และพยายามทำความเข้าใจประเด็นปัญหาอย่างถ่องแท้


เซลซนิก มองความเป็นผู้นำกับผู้จัดการในองค์กรภาคเอกชนเป็นหลัก แต่ถ้าเรานำมาปรับใช้กับการบริหารจัดการภาครัฐ ก็ไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก ผู้บริหารภาครัฐจะมีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพก็พิจารณาจากการสร้างความเรียบร้อยในการดำเนินการขององค์กรที่ตนเป็นผู้บริหารเป็นหลักและต้องเป็นไปตามกฎระเบียบขององค์กรรวมทั้งระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ในขณะที่ผู้นำองค์กรต้องทำมากไปกว่านั้น นั่นคือการมีวิสัยทัศน์ที่จะนำองค์กรไปข้างหน้า โดยไม่ยึดติดกับกฎระเบียบขององค์กรจนกระทั่งไม่สามารถนำองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าได้


ความเป็นผู้นำ คงไม่สามารถวัดกันที่คุณธรรมจริยธรรมที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในจิตวิญญาณของคนที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ ผู้นำต้องกล้าคิดกล้าแสดงออกเพื่อให้ผู้ใต้ปกครองได้มีความมั่นใจในความเป็นผู้นำว่าจะนำองค์กรไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือประธานาธิบดีเคนเนดี้ (John F. Kennedy) ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความเป็นผู้นำในการกล่าวต่อประชาชนสมัยที่สาบานตนเพื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีว่า

“....ขอให้ทุกประเทศรับรู้ด้วยว่า ใครที่ไม่ว่าจะมีเจตนาดีหรือไม่ดีกับอเมริกา จะต้องได้รับการตอบแทนอย่างสาสม อเมริกาจะแบกรับภาระหน้าที่สนับสนุนเพื่อนของอเมริกา และขัดขวางศัตรูของอเมริกา เพื่อให้มั่นใจว่าเสรีภาพจะคงอยู่และประสบความสำเร็จ...” ( “… Let every nation know, whether it wishes us well or ill, that we shall pay any price, bear any burden, meet any hardship, support any friend, oppose any foe, in order to assure the survival and the success of liberty…”) แน่นอนว่า คำประกาศนี้แสดงถึงความเป็นผู้นำที่ไม่อยู่ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน


การบัญญัติข้อปฏิบัติของผู้นำที่ดีไว้ในรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด สิ่งสำคัญคือจิตวิญญาณของผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ทางการเมืองที่จะต้องมีจิตสำนึกในการทำงานเพื่อประชาชนและยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าการรู้อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ (Integrity) ซึ่งเป็นสิ่งผู้นำในทุกภาคส่วนจะต้องคิดได้เองและอยู่ในสามัญสำนึกอยู่ตลอดเวลา เพราะมิฉะนั้นการทำงานในฐานะผู้นำก็จะต้องติดขัดอยู่ในวงจรของกระบวนการบริหารจัดการ จนกระทั่งความเป็นผู้นำก็จะเหือดหายไปเหลือเพียงแต่ความเป็นผู้บริหารแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น
และถ้าเป็นไปได้ หมวดนี้ทั้งหมวดควรยกออกไปจากรัฐธรรมนูญ ให้ไปอยู่ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ น่าจะเหมาะสมกว่า

-------------------------
(หมายเหตุ บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นรองประธานอนุกรรมาธิการวิสามัญสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่อย่างใด)