กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยือนเวียดนาม โดยการนำคณะนักศึกษาหลักสูตร “กลยุทธ์การบริหารเงินลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุด”(CSI)
มหาวิทยาลัยรังสิต ไปสัมมนาและดูงานที่ตลาดหุ้นเวียดนาม โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากทางบริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง การเดินทางไปครั้งนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสเห็นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและตลาดทุน และยังพบว่า “ตลาดหุ้นเวียดนาม” เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่น่าลงทุน เพียงแต่จะต้องอดทนรอเวลาให้สิ่งที่เราลงทุนไปงอกงามขึ้นเท่านั้นเอง โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ
หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจและการเมือง...ปัจจัยที่จะทำให้ประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ว
นโยบายการปกครองจะมาจากรัฐบาลกลางซึ่งมาจากพรรคเดียวคือ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โดยมีหน่วยงานท้องถิ่นคอยกำกับดูแล ดังนั้น บริษัทต่างชาติที่จะเข้าไปแข่งขันจึงต้องผจญกับกลไกเหล่านี้ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก ในขณะที่รัฐวิสาหกิจภายในประเทศซึ่งมีจำนวนมากได้แปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว
เวียดนามเองมีการออกกฎหมายปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจจำนวนมากมาย อาทิเช่น 1986 Don Moi (renovation) reform program, Mid 1990s: Stalled momentum for political reform, 2013: Re-energised stance on reforms และ January 2014: Corporate income tax reduced from 25% to 22%.... Further reduction to 20% by 2016 การออกกฎหมายจำนวนมากเหล่านี้ ก็เพื่อเอื้อประโยชน์และดึงดูดบริษัทจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุน
สอง ระบบเศรษฐกิจของเวียดนามพึ่ง “การส่งออก” เป็นหลัก และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินด่อง...ลดลงต่อเนื่อง
ข้อมูลของ Bloomberg ระหว่างปี 2548-2557 พบว่า ประเทศที่เน้นการส่งออกในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศได้แก่ เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ การส่งออกของเวียดนามมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยแล้วสูงเกือบ 20% และสูงที่สุดใน 5 ประเทศที่กล่าวมาข้างต้น ปี 2554 การส่งออกของเวียดนามขึ้นถึงจุดสูงสุดเติบโตทะลุ 30% ขึ้นไป ในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มตกลง
อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปดูข้อมูลการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเทียบกับ GDP ของ 5 ประเทศกลับ พบว่า ระหว่างปี 2548-2557 ของตัวเลขของเวียดนามจะออกมาเลวร้ายที่สุด โดย 6 ปีแรกตัวเลขออกมาติดลบโดยตลอด และเริ่มเป็นบวกตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา
สาเหตุที่เวียดนามยอมให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจจะเป็นเพราะเวียดนามอยากจะให้ค่าของเงินด่องของตนลดต่ำลงมากๆ เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาค เพราะจะทำให้ส่งออกสินค้าจำนวนมากได้ง่ายขึ้น เมื่อต้องแข่งขันกับหลายๆ ประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน และจากคู่แข่งขันอื่นๆ ในเวทีโลก
สาม ตลาดหุ้นเวียดนาม...เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่น
จากบทวิเคราะห์ของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง (เวียดนาม) พบว่า ตลาดหุ้นเวียดนามมีค่าอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงกว่า 15% และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price/Book Value) ประมาณ 1.8 เท่าเท่านั้น ขณะที่ไทยมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ต่ำกว่าเวียดนาม แต่มีค่า P/BV สูงกว่า 2 เท่าเสียอีก ในมุมมองนี้ หุ้นเวียดนามจึงน่าลงทุนกว่าหุ้นไทยมาก
ในบทวิเคราะห์ข้างต้นยังกล่าวด้วยว่า ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามในปีนี้น่าจะบวกขึ้นประมาณ 20% กำไรต่อหุ้นจะเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 13.3% อันเนื่องมาจากนโยบายภาครัฐที่จะพยายามลดหรือคงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุด อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของตลาดหุ้นจะมีค่อนข้างสูง โดยมีสาเหตุหลักมาจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ที่ญี่ปุ่นและกลุ่มยูโรโซนกำลังทำออกมาอย่างต่อเนื่อง
โดยกลุ่มหุ้นที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐก็คือ กลุ่มก่อสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มก่อสร้างที่สร้างงานทางด้านสาธารณูปโภค กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่ม Health Care และกลุ่มสถาบันการเงิน
สี่ ความเสี่ยง...ในตลาดหุ้นเวียดนาม
ลูกค้าที่ซื้อขายหุ้นกันอยู่เป็นประจำในตลาดหุ้นเวียดนามก็คือ นักลงทุนรายย่อยนั่นเอง ตัวเลขประมาณการที่ออกมาพบว่า 85-90% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของตลาดหุ้นเวียดนามเป็นนักลงทุนรายย่อย ที่ชอบซื้อขายหุ้นในระยะสั้น และมักจะใช้มาร์จิน (กู้เงิน) ในการซื้อขายหุ้น ด้วยเหตุนี้ตลาดหุ้นเวียดนามจึงมีแนวโน้มที่จะผันผวนสูงมาก
ทุกวันนี้หุ้นดีๆ ของเวียดนามมักจะมีนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นกันจนเต็มเพดานไปหมดแล้ว ซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองหุ้นเวียดนามได้ไม่เกิน 49% ดังนั้น ถ้าหากนักลงทุนไทยจะไปซื้อหุ้นก็น่าจะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ จ้องซื้อหน้าจอทุกวันจนกว่าจะมีคนเข้ามาปล่อยของ หรือยินยอมซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาด ซึ่งมักจะเป็นการตกลงซื้อขายกันนอกตลาด
การซื้อขายหุ้นทั้งตลาดมักจะซื้อขายกันในหุ้นไม่กี่ตัว โดยพบว่าหุ้น 15 ตัวแรกที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 70% ของตลาดทีเดียว ที่เหลืออีก 30% กระจายออกไปในหุ้นหลายร้อยตัวที่มีปริมาณการซื้อขายเบาบางมาก
ท้ายนี้ ผมเองมองว่า “ตลาดหุ้นเวียดนาม” เป็นตลาดหุ้นที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่ยังไม่สำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมา ซึ่งอาจจะต้องรอคอยเวลา แล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอเป็นวัน...เป็นเดือน...เป็นปี...หรือหลายๆ ปี
ดังนั้น ถ้าคุณผู้อ่านสนใจที่จะลงทุนในหุ้นเวียดนาม ผมคิดว่า “ความอดทน” เท่านั้น ที่จะนำไปสู่ “ความมั่งคั่ง” ได้ โชคดีในการลงทุนนะครับ : )








