เกิดอะไรขึ้นกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน
แต่กลับทรงๆ ทรุดๆ ท่ามกลางประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านฉายศักยภาพมากขึ้นทุกวัน
จากการประกาศผลของ International Institute for Management Development หรือ IMDสถาบันด้านการวิจัยขีดความสามารถในการแข่งขันทั่วโลก ซึ่งการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ทั้งหมด 61 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกประจำปี 2558 ซึ่ง สหรัฐ ยังคงอันดับที่ 1 ฮ่องกงอยู่ในอันดับที่ 2 สิงค์โปร์ อันดับที่ 3 ในขณะที่ “ไทย” อยู่อันดับที่ 30 ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่อันดับที่ 29
ปี 2557 การจัดอันดับภาพรวมของไทยอยู่ในอันดับที่ 29 จาก 60 ประเทศ ซึ่งตกลงไป 2 อันดับจากปีที่แล้ว 2556 ที่อยู่อันดับที่ 27 จาก 60 ประเทศ เนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมือง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์อยู่อันดับที่ 3 ของโลก ดีขึ้น 2 อันดับจากปี 2556 มาเลเซีย มีอันดับดีขึ้นเช่นกันอยู่อันดับที่ 12 อันดับดีขึ้น 3 อันดับ และอินโดนีเซียอยู่อันดับที่ 37 อันดับดีขึ้น 2 อันดับ
ไอเอ็มดี ประเมินว่าดัชนีการแข่งขันเกือบทุกด้านของไทยตกต่ำลง ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านประสิทธิภาพการบริหาร และด้านประสิทธิภาพทางธุรกิจ ในขณะนี้ด้านโครงสร้าง ซึ่งรวมดัชนีการศึกษา สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมไว้ มีอันดับเท่าเดิม
โดยแชมป์ในปี 2557 ยังคงเป็นสหรัฐ ตามด้วยสวิตเซอร์แลนด์ ในตำแหน่งเดิม อันดับ 3 เป็นของสิงคโปร์ ที่เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันจากปีก่อนหน้าขึ้นมา 2 ขั้น นับการปรับเพิ่มอันดับขีดแข่งขันขึ้นไปเท่ากับเมื่อปี 2554 สิงคโปร์ เป็นเพียงประเทศเล็กๆ แต่ถูกจัดให้เป็นชาติที่พัฒนาแล้ว และโตวันโตคืน
ประเทศไทย ยังคงเผชิญกับความท้าทายในหลายประเด็น หลักๆ ประกอบด้วย การกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นโดยเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐในโครงการใหญ่ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การใช้จ่ายเป็นลูกโซ่ ก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ การส่งเสริมอุตสาหกรรมอื่นเพื่อทดแทนภาคการส่งออกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมีมูลค่าเพิ่ม การผลักดันภาคบริการที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจได้มาก เป็นการใช้ความได้เปรียบของไทยที่โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การเร่งปฏิรูปภาครัฐและการเมืองที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและความโปร่งใสทางสังคม ประการสำคัญเร่งรัดการปฏิรูประบบการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เกิดคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งการปฎิรูประบบการศึกษาไทยเป็นแนวทางสำคัญต่อการยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระยะยาว
การเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ไทยมีความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ศูนย์กลางแห่งภูมิภาค แต่หากขีดความสามารถทางการแข่งขันไทยยังอยู่ในภาวะถดถอย ท่ามกลางพัฒนาการของประเทศคู่แข่งที่เรียกว่า “วิ่งฉิว” น่าเป็นห่วงไม่น้อยว่าจะทิ้งห่างไทยกันไปอีกหลายขุม โอกาสของการทวงคืนพื้นที่นั้นยากยิ่ง









