พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
หรือ คสช. กล่าวปฏิเสธข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ โดยระบุว่า “ใครบอก สื่อก็ไปตั้งเอาเองแล้วกัน” ซึ่งข่าวลือการปรับครม.เศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่คนยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว ทำให้เกิดแรงกดดันต่อรัฐบาลเอง ซึ่งจะเห็นได้จากการที่แกนนำรัฐบาลหลายคน หันมาเน้นแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจกันมากขึ้น
แรงกดดันที่เกิดขึ้น มาจากการคาดหวังของประชาชนและภาคธุรกิจทั่วไป ที่หวังว่ารัฐบาลและคสช. จะมาทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่เราเผชิญกับปัญหาทางการเมืองมานาน และในช่วงเดียวกัน เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาคส่งออกของไทยที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 60-70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ซึ่งหากดูจากตัวเลขจีดีพีเพื่อประเมินผลงาน ก็ถือว่าเป็นเรื่องยากสำหรับรัฐบาล
แต่การคาดหวังของประชาชนและภาคธุรกิจ มักจะดูไปที่ปัญหาเฉพาะหน้าและผลที่เกิดในระยะสั้นที่เป็นรูปธรรม ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาโครงสร้างหลายด้าน ทั้งโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่สะดุดลงจากวิกฤติการเมืองในประเทศ ซึ่งการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างต้องใช้เวลาค่อนข้างนานพอสมควร แต่รัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นรัฐบาลชั่วคราว ที่มีกำหนดเวลาตามโรดแมพในการบริหารประเทศ อย่างช้าที่สุดก็ไม่เกินปลายปีหน้าจะต้องมีการเลือกตั้งเพื่อหารัฐบาลใหม่
ดังนั้น หากดูจากรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็พยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุปสรรคการค้าการลงทุนต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น ทุกฝ่ายก็ยอมรับว่าค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก เป็นเรื่องที่ประเทศไทยทำได้เพียงแต่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้ไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเท่านั้น เราไม่สามารถไปมีบทบาทในการกำหนดนโยบายหรือทิศทางใดๆ ได้
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีก็จะต้องเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน และหากประเมินจากช่วงเวลาที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ที่เหลืออยู่ ก็ไม่แน่ใจว่าการปรับครม.จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นมาได้ มีเพียงแต่การขับเคลื่อนการทำงานของส่วนราชการให้ทำตามนโยบายเท่านั้น ซึ่งข่าวการปรับครม. ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ ก็สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งในการเมืองไทยทุกยุคทุกสมัย คือคนจะมองว่าผู้ที่มีชื่อถูกปรับครม. ไม่สามารถทำงานได้ตามความคาดหวัง
เราเห็นว่าการปรับครม. ไม่ใช่สาระสำคัญของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตามการคาดหวังของคน เพราะปัญหาเศรษฐกิจใหญ่เกินกว่าจะคาดหวังให้ใครมาแก้ปัญหาได้เพียงคนเดียว แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณเตือนรัฐบาล ถึงจุดอ่อนหรือประเด็นที่เป็นปัญหาในสายตาของสื่อหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งอย่างน้อยก็ดีกว่าในอดีตที่ข่าวลือมักจะเกิดจากความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน รัฐบาลควรมองกระแสข่าวการปรับในด้านบวกด้วยการเร่งปรับการทำงานในส่วนที่คนเห็นว่าเป็นปัญหา






