วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สืบทอดอำนาจ?

ปฏิบัติการ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ชัดเจนยิ่ง หลังจาก “รัฐบาลประยุทธ์” ถอนพาสปอร์ต

 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และตามมาด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง “ทักษิณ” ที่ศาลอาญา ฐานความผิดคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112-326 และ 328...จังหวะเกมต่อไปอาจถึงคิว “ถอดยศ” ให้ “ทักษิณ” กลายเป็นคนเดินดินเต็มตัว ซึ่งถือว่าเกมนี้ “ตอบโจทย์” ฝ่ายต้านระบอบทักษิณเต็มๆ

 

000 เมื่อเกมมันแรงขึ้น จึงมีคำถามจากนักข่าวในรังนกกระจอกถึง “นายกฯลุงตู่” มั่นใจไหมว่า จะลงจากหลังเสือได้อย่างสง่างาม ชายชาติทหารอย่าง “บิ๊กตู่” ตอบแบบสบายๆ “ก็ลงให้เป็นสิ หรือฆ่าเสือก่อนดี” ...ใครต่อใครก็ตั้งคำถามว่า “ขุนศึกบูรพาพยัคฆ์” จะลงหลังเสือแบบไหนเช่นกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขายังต้อง “ยึดกุมปืน” ต่อไปเพื่อมิให้ “เสียของ” ตามคำทักท้วงของกองเชียร์ระดับอำมาตย์ใหญ่

 

000 สัปดาห์นี้ “บิ๊กตู่” พูดคำว่า “ไม่เสียของ” หลายหน และไม่เสียของอย่างไร ยังพิจารณาได้จากการที่คณะรัฐมนตรี ได้เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกลุ่มมาตราว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ได้ปรับชื่อหมวดใหม่เป็น “การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม และการสร้างความปรองดอง” เพื่อสร้างกลไกการปฏิรูปและการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติ

 

000 เฉพาะมาตรา 279 ว่าด้วยการสานต่องานปฏิรูป ได้แก้ไขให้มี “คณะกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติ” และ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ซึ่งมีการกำหนดตัวบุคคลไว้เสร็จสรรพ โดยขุนทหาร คสช.จะไปอยู่ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ อันเป็นกลไกที่พวกเขาจะปฏิรูปประเทศไปอีก 5 ปี

 

000 โฉมหน้าของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปฯ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง จะมีจำนวน 20 คน ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งได้แก่ ประธานรัฐสภา, นายกรัฐมนตรี, ประธานศาลฎีกา, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พูดง่ายๆ ก็คือ “ชนชั้นนำ” ของประเทศ ...นอกจากนี้ ยังมีกรรมการจากผู้เคยเป็นประธานรัฐสภา นายกฯ ประธานศาลฎีกา ซึ่งผู้เคยดำรงตำแหน่งนั้นๆ เลือกกันเองตำแหน่งละ 1 คน, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญการปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง 9 คน

 

000 สรุปว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ออกแบบกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูป หลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 279 ก็เพื่อรองรับสถานะของ “แป๊ะ” เพื่อการดูแลประเทศไทยในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน แต่ระยะเวลาจะนานกว่า 5 ปีหรือไม่ ก็แล้วแต่สถานการณ์

 

000 สิ่งที่ท้าทายของ “แป๊ะ” ก็คือโจทย์ “สืบทอดอำนาจ” อาจถูกหยิบฉวยไปสร้าง “วาทกรรมการเมือง” ซึ่งฝ่ายที่ต้านทหารก็พร้อมจะขับเคลื่อนอยู่แล้ว...ที่น่าสนใจ กลุ่มพลังที่ไม่เอาทหาร มิได้มีแค่ “คนเสื้อแดง” เท่านั้น หากแต่ “ภาคประชาชนเชิงอุดมการณ์” ที่เคยร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ และ กปปส. ก็ไม่เอารัฐประหารเช่นกัน จึงน่าจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆเหล่านี้ในอนาคต