ในปัจจุบัน กระแสการออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักธุรกิจในประเทศไทยกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก
ซึ่งจะเห็นได้จากตัวเลขสถิติการออกไปลงทุนในต่างประเทศซึ่งแสดงให้เห็นว่าปีค.ศ. 2012 เป็นปีแรกที่ตัวเลขการลงทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกของประเทศไทยสูงกว่าขาเข้านับตั้งแต่มีการจัดเก็บสถิติเงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศมากันเลยทีเดียว
กระแสการออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักธุรกิจไทยนั้น เกิดมาจากแรงผลักดันทั้งภายในและต่างประเทศ ในส่วนของแรงผลักดันภายในประเทศที่สำคัญจะมาจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเช่น การขาดแคลนแรงงานในระดับปฏิบัติการซึ่งเกิดขึ้นมานาน การปรับขึ้นของค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานเข้มข้น การก้าวสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย หรือการอิ่มตัวของตลาดในประเทศและตลาดส่งออกสำคัญของไทย ในส่วนของแรงผลักดันในต่างประเทศที่ทำให้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านเกิดมาจากข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนต่างๆ รวมถึงการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเปิดประเทศของประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขงโดยเฉพาะประเทศเมียนมาร์
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนจะพบว่าประเทศไทยมีพัฒนาการการออกไปลงทุนในต่างประเทศที่ช้ากว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วงปีค.ศ. 1997 ทำให้นักลงทุนประเทศไทยลดการลงทุนในต่างประเทศ แม้ว่าจะมีการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนแล้วก็ตาม ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นขัดแย้งกับรูปแบบการพัฒนาการของประเทศในโลกตามปกติ ที่มักจะเพิ่มการออกไปลงทุนในต่างประเทศเมื่อระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นดังแสดงใน ตารางที่ 1
ความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่งของประเทศไทยกับสิงคโปร์และมาเลเซียคือนโยบายการส่งเสริมการออกไปลงทุน ซึ่งในปัจจุบันการส่งเสริมการออกไปลงทุนในต่างประเทศของประเทศไทยเป็นความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2556 ซึ่งนับว่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรามากนัก โดยสิงคโปร์เริ่มมีการส่งเสริมการออกไปลงทุนในช่วงปีค.ศ. 1987 และมาเลเซียเริ่มมีนโยบายดังกล่าวในช่วงปีค.ศ. 1991
หากเปรียบเทียบนโยบายการส่งเสริมการออกไปลงทุนของประเทศไทยกับประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซียแล้ว จะพบว่า ประเทศไทยมีนโยบายการส่งเสริมการออกไปลงทุนในระดับที่จำกัดมากเมื่อเปรียบเทียบกับ 2 ประเทศที่กล่าวถึง โดยนโยบายการส่งเสริมการออกไปลงทุนของประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย จะมีทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ การอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายในการสำรวจและศึกษาความเป็นไปได้ในการออกไปลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้เป็น 2 เท่า การให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในการออกไปลงทุนในรูปแบบของการให้เงินกู้ยืม การให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า และการเข้าไปร่วมทุนโดยบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับภาครัฐ รวมถึงการเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อการลงทุน มีความเสี่ยงสูง และใช้เงินลงทุนสูง เช่น การสร้างนิคมอุตสาหกรรม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ระบบการติดต่อสื่อสาร และโลจิสติกส์ ในประเทศผู้รับทุนที่เป็นเป้าหมายดังแสดงในตารางที่ 2
ในขณะที่ประเทศไทยในปัจจุบันมีนโยบายช่วยเหลือด้านข้อมูลระดับมหภาคของประเทศที่เป็นเป้าหมายในการออกไปลงทุนและการยกเลิกภาษีซ้อนเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว ผู้ประกอบการให้ความเห็นว่า กระบวนการในการขอคืนภาษีซ้อนนั้นมีความยุ่งยากและซับซ้อน ดังนั้นการพัฒนานโยบายการส่งเสริมการลงทุนขาออกของประเทศไทย ยังเป็นประเด็นที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปของประเทศและการออกแบบนโยบายการส่งเสริมการออกไปลงทุนที่เหมาะสมกับประเทศไทยเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐจะต้องพิจารณา
ทั้งนี้ เนื่องจากการออกไปลงทุนในต่างประเทศนั้นมีทั้งด้านดีและด้านเสีย ในด้านดีนั้นเกิดจากการเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจไทยและการขยายตลาด แต่ในขณะเดียวกัน การออกไปลงทุนในต่างประเทศอาจก่อให้เกิดการลดการลงทุนภายในประเทศและการลดลงของการจ้างงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องขบคิดให้ดีถึงผลได้และผลเสียที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประเทศไทยกำลังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจเช่นนี้
-----------------
เอกสารอ้างอิง
* กรกรัณย์ ชีวะตระกุลพงษ์ และจันทร์ทิพย์ บุญประกายแก้ว (2557) “ปัจจัยที่กำหนดเงินทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออก: กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย









