เมื่อเกือบ 2 สัปดาห์ก่อน ตลาดการเงินของเยอรมันที่อาจถือได้ว่ามีเสถียรภาพที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เกิดอยู่ๆ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเยอรมันอายุ 10 ปี ก็ขึ้นพรวดเดียวกว่าครึ่งเปอร์เซ็นต์ ภายใน 3-4 วัน ดังรูปที่ 1 บทความนี้จะขอกล่าวถึงสาเหตุ ความเปลี่ยนแปลงของตลาดเงินในช่วงนี้ รวมถึงประเมินสัญญาณสึนามิตลาดเงินลูกนี้
สาเหตุแรกของเหตุการณ์นี้ จะเห็นได้ว่า ตลอดประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนได้ทำการลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง นี่เป็นสัญญาณที่บ่งชัดว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินของทางการจีนรอบนี้เป็นของจริง นี่ยังไม่รวมมาตรการลดอัตราส่วนการกันสำรองขั้นต่ำของแบงก์ที่ลดลงไปหลายรอบและการพูดให้ความมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจจากทั้งนายธนาคารกลางและผู้นำจีนอีกหลายครั้ง ความเชื่อมั่นดังกล่าวมีน้ำหนักมากจนกระทั่งมีส่วนส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกขึ้นมาพรวดเดียวเกือบร้อยละ 8 เมื่อกว่า 2 สัปดาห์ก่อน ตรงนี้ ส่งผลให้ตลาดเริ่มลังเลที่จะกังวลถึงเรื่องอัตราเงินฝืดโดยฉับพลัน นอกจากนี้ เฟดก็ยังส่งสัญญาณว่ายังไม่ขึ้นดอกเบี้ยช่วงกลางปีค่อนข้างแน่นอน ผลลัพธ์ก็คือเกิดบรรยากาศกระตุ้นเศรษฐกิจล้อมรอบตลาดการเงินยุโรป แล้วเยอรมันซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินของยูโรในชั่วโมงนี้ ก็เลยกลายเป็นจุดสนใจจากบรรดานักลงทุนสารพัดประเภท เข้ามาเทรดกันมากเกินกว่ามูลค่ารวมของตลาดบอนด์และฟิวเจอร์สบอนด์ดังกล่าวจะรับมือได้
สาเหตุที่สองซึ่งน่าจะทำให้ตลาดพันธบัตรของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมันเกิดความเสี่ยง ได้แก่ ปริมาณการซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็นตราสารพันธบัตร และ ตราสารฟิวเจอร์สของพันธบัตร ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายที่ไม่หนาแน่นเท่ากับพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ ประกอบกับในยุคนี้ ที่นักลงทุนที่เป็นขาใหญ่ของตลาดบอนด์ทั้งในยุโรปและทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเป็นนักลงทุนประเภทสถาบันมากขึ้นๆ ซึ่งนักลงทุนเหล่านี้ เวลาที่มีปัจจัยหรือแนวโน้มใหม่ที่ชัดเจนออกมาให้เห็นลางๆ ดังเช่นปัจจัยในข้อแรก ก็จะส่งผลให้ระบบการเทรดของนักลงทุนสถาบันขาใหญ่ที่ถูกกำหนดโดยค่าหรือตัวแปรการบริหารความเสี่ยง อาทิ VAR ในการ cut loss ด้วยการขายตราสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟิวเจอร์สออกไป หากตลาดตราสารดังกล่าวที่จะมารองรับไม่มีปริมาณมากเพียงพอ ก็จะส่งผลให้สเปรดหรือส่วนต่างของคำสั่งราคาซื้อและขายแคบลงอย่างรวดเร็ว ดังรูปที่ 2 แน่นอนว่าบรรยากาศเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดความล่อแหลมต่อการเทขายพันธบัตร จนเกิด Bund Tantrum ในสัปดาห์ก่อนในที่สุด
สอดคล้องกับรายงานด้านเสถียรภาพทางการเงินปี 2015 ที่เพิ่งออกมาเร็วๆ นี้ ที่ตั้งข้อสังเกตน่าสนใจไว้ดังนี้
หนึ่ง สถาบันการเงินจะมิได้ทำหน้าที่เป็นผู้เสริมสภาพคล่องให้กับตลาดเงินอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เกิดวิกฤตในตลาด เหตุผลคือกฎระเบียบทางการเงินที่ออกมาในช่วงหลังๆ ส่วนใหญ่จะบังคับให้สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนในอัตราส่วนค่อนข้างสูง จึงทำให้สถาบันการเงินส่วนใหญ่ไม่อยากเป็นผู้เล่นหลักหรือมุ่งเน้นให้มีกิจกรรมทางธุรกิจในตลาดดังกล่าวมากนัก
สอง การเติบโตอย่างรวดเร็วของกองทุนรวมประเภทตราสารหนี้ ตราสาร ETF รวมถึงกองทุนรวมที่เน้นให้หากำไรจากตลาดเกิดใหม่ ได้มีส่วนสร้างอุปสงค์ให้กับนักลงทุนรายย่อยโดยเฉพาะนักลงทุนหน้าใหม่หรือที่เรียกกันติดปากว่าแมงเม่าเป็นอย่างมาก จุดอ่อนของการเติบโตในลักษณะนี้คือหาเกิดข่าวร้ายแล้วเกิดแรงขายในตอนเริ่มต้น โดยทั่วไปมักจะก่อให้เกิดแรงขายต่อๆ กันจนทั่วทั้งตลาดได้ง่ายกว่าบรรดานักลงทุนสถาบันเจ้าประจำซึ่งประกอบด้วยบริษัทประกัน สถาบันการเงินและกองทุนบำนาญต่างๆ
ท้ายสุด ความแตกต่างของกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของกองทุนหรือ Feeder Fund กับประเทศที่สถาบันการเงินนำกองทุนเหล่านั้นให้กับนักลงทุนรายย่อย อาจจะเป็นประเด็นที่เกิดความตระหนกตกใจของนักลงทุน หากความเชื่อมั่นของประเทศที่ต้นกำเนิดของกองทุนนั้นเกิดสั่นคลอนขึ้นมา ซึ่งตรงนี้เคยเกิดในบ้านเรามาแม้ค่อนข้างจะเล็กน้อยแล้วครั้งหนึ่งสมัยกองทุนตราสารเงินเกาหลีใต้เมื่อ 3-4 ปีก่อน
ผมคิดว่า สาเหตุที่เหตุการณ์ Bund Tantrum เกิดขึ้นมานั้น มาจากส่วนผสมของปัจจัยพื้นฐานอันได้แก่ ‘ความกังวลเรื่องเงินฝืด’ ที่เปลี่ยนไปอย่างค่อนข้างรวดเร็วผนวกกับความใหม่ของตลาดเงินและตลาดพันธบัตรของเยอรมันในแง่ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับแรงซื้อขายที่มีปริมาณมากขึ้นค่อนข้างเยอะ เนื่องจากตอนนี้ตลาดดังกล่าวได้กลายเป็นจุดโฟกัสใหม่ของนักลงทุน ที่สำคัญสภาพคล่องของตัวผลิตภัณฑ์การเงินทั้งตราสารพันธบัตรและตราสารฟิวเจอร์สมีอยู่ไม่มากนัก จึงยิ่งทำให้ความผันผวนเกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งถึงตรงนี้คาดว่าตลาดดังกล่าวคงจะสามารถปรับตัวได้บ้างแล้ว
โดยสรุป ผมคาดว่าหากจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในรอบใหม่ คงต้องมีความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานที่มากกว่านี้เยอะ ต่อจากนี้ ตลาดแถบยุโรปต้องเรียนรู้กับความเขี้ยวของนักลงทุน เทรดเดอร์ และนักค้าเงินทั่วโลกไปเรื่อยๆ ครับ






