วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาพส่งออกปีนี้ยังมีโอกาสติดลบ

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีคลัง เป็นบุคคลที่สองออกมายอมรับว่า โอกาสที่ส่งออกของไทย

ในปีนี้ จะมีอัตราที่ติดลบ เพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะจีนที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงทุกปี ทำให้การสั่งซื้อสินค้าจากไทยลดลง เนื่องจากตลาดส่งออกไปจีนนั้น เป็นตลาดใหญ่และสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยที่ผ่านมาการส่งออกไปจีนมีสัดส่วนสูงถึง 12% เหลือไม่ถึง 9%ในปัจจุบัน หากจีดีพีของจีนปรับลดลงทุกๆ 1% ก็จะเท่ากับมูลค่าการส่งออกของไทยรวมกับอีก 2 ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงจากระดับ 7% มาอยู่ที่ 6.8% ในปีนี้ และ 6.3% ในปีหน้าตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ไทยจึงต้องพึ่งพาตลาดส่งออกอื่นโดยเฉพาะตลาดประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีความต้องการสินค้าสูง หากสามารถส่งออกให้ขยายตัวโดยรวมได้ 8-9% จากปีก่อนหน้า จะส่งผลให้การส่งออกของไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 1% ดังนั้นสิ่งที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1% ก็ไม่แน่ใจว่า จะทำได้หรือไม่

ขณะเดียวกันก็ไม่น่าแปลกใจที่สำนักงานสถิติสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) ที่เปิดเผยเศรษฐกิจกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร หรือยูโรโซน 19 ประเทศยังคงขยายตัวไตรมาสแรกปีนี้ 0.4% เพิ่มจากไตรมาสสี่ของปีก่อนที่ขยายตัว 0.3% ทั้งนี้ เศรษฐกิจยูโรโซนได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิ่งลง เงินยูโรอ่อนค่า และการเพิ่มแผนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณที่มีใช้เงินอัดฉีด QE เพื่อซื้อพันธบัตรในวงเงินเดือนละ 60,000 ล้านยูโร ส่งผลให้ประเทศสมาชิกรายใหญ่ของยูโรโซนมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น โดยที่ฝรั่งเศสที่ขยายตัวเดินคาด และขยายตัวดีกว่าเยอรมนีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในกลุ่ม โดยที่เยอรมนีกลับมีการชะลอตัวมาที่ 0.3% แต่ฝรั่งเศสขยายตัวที่ 0.6% จากเดิมที่อยู่ในอัตรา 0% ในปลายปีที่แล้ว ขณะที่กรีซที่ประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ มีเศรษฐกิบหดตัวตัวลง 0.2% และยังคงอยู่ระหว่างเจรจาขอเงินช่วยเหลือกับกลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้าที่ประกอบด้วยอียูและไอเอ็มเอฟ

ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามมา หลังจากที่ไตรมาสแรกปีนี้มีอัตราเติบโตเพียง 0.2% เทียบกับไตรมาสสี่ปีที่ผ่านมามีการขยายตัว 2.2% นอกจากนี้การทบทวนเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ในเร็วๆ นี้ เป็นไปได้ว่าจีดีพีสหรัฐอาจจะติดลบถึง 1% สาเหตุมาจากภาคค้าปลีกโดยรวมขยายตัวเพียง 0.72% ในเดือนเมษายน ส่วนหมดอาหารลดลง 0.35% หมวดรถยนต์ลดลง 0.26% และหมวดร้านค้าทั่วไปลดลงถึง 1.52% สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวเป็นความหวังทั่วโลกจึงมีภาพที่ไม่คงที่ หลายคนเฝ้ารอการใช้มาตรการ QE4 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถึงแม้ว่าเฟดอาจจะต้องส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หรือเดือนธ.ค.ก็ตาม เนื่องจากอัตราผลตอบแทนในพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นเป็น 2.23% สูงสุดในรอบ 5 เดือน ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อตัวลงจากดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่ 99% เมื่อ 6 เดือนก่อนลงมาอยู่ที่ 93% ในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้ประเมินครั้งแรกว่าส่งออกไทยในปีนี้ อาจจะติดลบ หลังช่วงไตรมาสแรกติดลบถึง 4.3% ทำให้ความกังวลของผู้กำหนดนโยบายที่ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2558 จะขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยที่มีแรงกดดันจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งดัชนีค่าเงินบาทได้แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง สูงถึง 112% ในเดือนเม.ย. จนกระทบต่อสินค้าส่งออกที่ต้องมีแข่งขันด้านราคาอย่างมาก และเมื่อการส่งออกเกิดการหดตัวก็ส่งผลลบต่อการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคภาคครัวเรือนที่อ่อนแรงลง ทำให้แรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงโดยผ่านการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง หลังจากการลดดอกเบี้ยของธปท.ที่มีถึง 2 ครั้ง สาเหตุเพราะการส่งออกของไทยไม่ได้รับอานิสงส์เต็มที่จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีความชัดเจนในทิศทางการฟื้นตัว จึงต้องลุ้นตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกที่สภาพัฒน์จะแถลงในวันจันทร์นี้ (18พ.ค.) จะสามารถเติบโต และมีสัญญาณแรงส่งทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังหรือไม่