วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ประชาชนต้องได้ประโยชน์

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะอ่อนแรง อัตราเติบโตของแทบทุกธุรกิจถดถอย

 รวมแม้กระทั่งธุรกิจด้านสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีที่ประกาศผลประกอบการ ไตรมาสแรกต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่กิจการที่เกี่ยวข้องกับรัฐ หรือซื้อขายกับรัฐยังมีความหวัง เพราะอัตราการเติบโตยังดี มีโอกาสขยายงานมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นวิถีทางที่ต้องเป็นไปในยุคเศรษฐกิจฝืด รัฐต้องออกมากระตุ้นการใช้จ่ายด้วยการลงทุนโครงการต่างๆ ช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ทางหนึ่ง

ขณะที่การประชุมคณะกรรมการเตรียมการดิจิทัล อีโคโนมี (บอร์ดดีอี) เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2558 ได้อนุมัติหลักการรวบรวมดาต้าเซ็นเตอร์ภาครัฐ (government data center consolidation) เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีปรัชญาให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ รัฐกำกับ ผู้ลงทุนจะได้รับส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอนาน 8 ปี และยังกำลังพิจารณาให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนส่งเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน มิ.ย.2558 โดยหวังว่า การส่งเสริมให้เอกชนลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ จะมีเอกชนจากต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุน และถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่คนไทย เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการให้สร้างใหม่นี้ มีเป้าหมายจะรองรับข้อมูลภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ และดาต้าเซ็นเตอร์ภาครัฐที่แต่ละหน่วยงานมีก็ค่อนข้างมีอายุ ไม่ต่ำกว่า 7 ปี ใกล้ถึงเวลาต้องจัดซื้อจัดจ้างใหม่ แนวคิดการเช่าใช้จากเอกชนที่ให้บริการภายใต้มาตรฐานสากลจะเป็นทางออกที่จะได้คุณภาพ และประหยัดงบประมาณรัฐได้หลายพันล้านบาทต่อปี หรืออาจถึงระดับหมื่นล้านบาท เทียบจากงบประมาณการดูแลรักษาดาต้าเซ็นเตอร์ของรัฐที่ปัจจุบันใช้ในระดับดังกล่าว

ทั้งนี้ หากการสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์แล้วมีภาครัฐเป็นผู้ใช้งาน และยังบูรณาการข้อมูลต่างๆ ให้เชื่อมต่อถึงกัน เพื่อให้การบริการภาครัฐที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทำได้คล่องตัว ได้มาตรฐาน และประสิทธิภาพก็จะเป็นการกระตุ้น สนับสนุนให้ประชาชนใช้บริการภาครัฐได้อย่างเต็มที่ เหมาะสมแก่การลงทุน เพราะการลงทุนต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริการที่ดีแก่ประชาชนนั้นเป็นเรื่องควรแก่การส่งเสริมให้เกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะตามต่างจังหวัดมักเข้าถึงบริการภาครัฐอย่างยากลำบากเสมอมา จากระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ทั่วถึง ทัดเทียม ชนบทแม้ในเขตใกล้ๆ กรุงเทพมหานครยังเดินทางด้วยความยากลำบาก การจะเข้าเมืองมาติดต่อราชการทำได้ไม่สะดวก หากบริการภาครัฐไปถึงมือชาวบ้านได้ก็จะเป็นการดี และสร้างความรู้สึกถึงความใส่ใจต่อการแก้ปัญหาลงถึงระดับพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม การเป็นประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี เมื่อมีเทคโนโลยีใดๆ เปลี่ยนแปลง ก็จะต้องคอยก้าวตามให้ทัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อจ่ายแล้วจะต้องได้รับผลคุ้มค่า และดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ๆ ที่ออกมาตรการสนับสนุนให้เอกชนสร้างนี้ มีเป้าหมายรองรับคลาวด์ คอมพิวติ้งด้วย นับเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป แต่ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ยังมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่จะมาดูแลรับผิดชอบ เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศที่ยังขาดบุคลากรด้านนี้เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ดังนั้น การส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านคลาวด์ คอมพิวติ้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐต้องเร่งมือ โดยต้องไม่ลืมการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลที่วิ่งอยู่บนคลาวด์จะต้องได้รับการปกป้อง คุ้มครองให้ประชาชนที่เป็นผู้ใช้บริการขั้นสุดท้ายอุ่นใจด้วย