วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“จิ๋ว” ไม่มีวันเปลี่ยน

ในสื่อโซเชียลวันนี้ นอกจากการปลุกระดมออนไลน์ “บอยคอตซีพี” ก็มีเรื่องถล่ม “พ่อใหญ่จิ๋ว”

 นี่แหละที่มีการพูดถึงมากที่สุดในกองเชียร์ขั้วหนึ่ง เนื่องจากพักหลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้ไม่ยอมหยุดเดินทางไกล ได้ออกมาเดินสายอีกครั้ง

 

000 ฝ่ายไม่เอาระบอบทักษิณ จับจ้องไปที่การเดินสายพบ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผรท.) ของ พล.อ.ชวลิต ซึ่งจะว่าไปแล้ว ในช่วง 4-5 ปีมานี้ อดีตนายกรัฐมนตรีขวัญใจคนอีสาน ก็ออกไปพบกลุ่มอดีตสหายหลายจังหวัด... ส่วนใหญ่แกนนำ ผรท.ที่เชิญ พล.อ.ชวลิต ไปก็หวังแค่ขอยืม “ต้นขั้วคำสั่ง 66/2523” มาเป็นเครื่องมือโฆษณาหาสมาชิก ผรท.เท่านั้น เนื่องจากเวลานั้น “ธุรกิจนายหน้า ผรท.” กำลังเฟื่องฟู

 

000 ต้นปีนี้ พล.อ.ชวลิต เพิ่งเดินทางไปพบ ผรท.ที่ อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม, อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ และ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี หาก “หน่วยข่าว” ถอดเทปที่ “พ่อใหญ่จิ๋ว” ปราศรัยทุุกสถานที่ ก็จะพูดอยู่เรื่องเดียวคือ “ประชาธิปไตยที่ปวงชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” ...จริงๆแล้ว “พ่อใหญ่จิ๋ว” พูดเรื่องนี้มานานมากแล้ว อย่างคำสั่งนโยบายที่ 66/2523 และคำสั่งที่ 65/2525 หัวใจของมันก็คือ “ลัทธิประชาธิปไตย” มิใช่เป็นแค่นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์เท่านั้น

 

000 หลักคิดเรื่องประชาธิปไตยของ พล.อ.ชวลิต ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจาก ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ที่เชื่อว่า “ระบอบเผด็จการรัฐสภา ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย” และ “ลัทธิประชาธิปไตย ไม่ใช่ลัทธิรัฐธรรมนูญ” ซึ่งลูกศิษย์ประเสริฐชื่อ ไชยยงค์ รัตนวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิวัติ ก็ยังเป็นอีกคนหนึ่งที่ติดสอยห้อยตาม “พ่อใหญ่จิ๋ว” ลงพบปะชาวบ้านในต่างจังหวัดอยู่อย่างสม่ำเสมอ

 

000 จะว่าไปแล้ว ครั้งที่ พระสุเทพ ปภากโร เป็นแกนนำกลุ่ม กปปส. นำพามวลมหาประชาชนต่อสู้ภายใต้คำขวัญปฏิวัติประชาชน ก็เคยเสนอประเด็น “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” และถึงขั้นจะจัดตั้งรัฐบาลประชาชน โดยอาศัยมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่มีใครระแวงแคลงใจเหมือนยามที่ “พ่อใหญ่จิ๋ว” เสนอแนวทางปฏิวัติประชาชนมาก่อนหน้านั้น

 

000 พักนี้ “พระสุเทพ” ออกมาพูดเรื่องการเมืองบ่อยขึ้น ล่าสุดได้เปิดประเด็น “ร่างรัฐธรรมนูญ” ว่ากติกาบ้านเมืองต่อไปถ้าจะต้องแก้ ก็ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่อง “พรรคการเมือง” เสนอให้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วย “สิทธิพลเมือง” ในการจัดตั้งพรรคการเมือง...ไม่รู้ประโยคนี้ พระสุเทพพูดถึงใคร “คนทำอาบอบนวดร่ำรวยมาก็ไปตั้งพรรคการเมืองได้ มันไม่สง่างาม” แต่เชื่อเถอะอีกไม่นานก็จะมีคนที่ถูกพาดพิงออกตอบโต้

 

000 ตอนแรก คนทั่วไปก็นึกว่า กปปส.จะเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุคำว่า “พรรคการเมือง” และ “กลุ่มการเมือง” ตรงกันข้ามพระสุเทพไม่เห็นด้วย และว่า ถ้าปล่อยให้คน 5 คน 8 คน รวมตัวกันเป็นกลุ่มการเมืองได้ ก็จะทำให้เกิดความเละเทะทางการเมืองเป็นผลร้ายต่อสังคมไทย

 

000 สังคมไทยยังเป็น “สังคมเลือกเชียร์” จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนสองฟากฝ่าย จะมีปฏิกิริยาต่อ “พ่อใหญ่จิ๋ว” กับ “พระสุเทพ” แตกต่างกันไป ทั้งที่ครั้งหนึ่ง สองคนนี้มี “ชุดความคิด” แบบเดียวกัน เพียงแต่ต่าง “ที่มา” แต่กองเชียร์ก็เลือกที่จะชม จะชังตาม “จริตการเมือง” ของตัวเอง