วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล่นหุ้น Low-Tech เล่นหุ้นสไตล์วอร์เรนบัฟเฟตต์

James Pardoe กล่าวในหนังสือ “How Buffett Does It” ว่า ยังจะมีใครที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนเท่ากับบัฟเฟตต์

หากคุณไม่เชื่อบัฟเฟตต์แล้วคุณจะเชื่อใคร บัฟเฟตต์ปฏิเสธที่จะลงทุนในหุ้นดังที่เป็นกระแส หรือหุ้นของธุรกิจนวัตกรรมสูงๆ หรือธุรกิจเทรนใหม่ที่เปลี่ยนชีวิตคนทั้งโลก บัฟเฟตต์กล่าวว่าหุ้นเหล่านี้พยากรณ์อนาคตยากและเข้าใจยาก หุ้นพวกนี้มักจะขึ้นเร็วลงเร็ว บัฟเฟตต์จึงลงทุนในหุ้นของธุรกิจธรรมดาๆ เช่น Wal-Mart ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกซื้อมาขายไป ไม่หวือหวาอะไร เพราะไม่ว่าจะกี่ปี ผู้บริโภคก็ยังต้องซื้อสบู่ ผงซักฟอก นม หรือขนมปัง Wal-Mart จึงไม่มีวันเจ๊ง ฉะนั้น การลงทุนในหุ้นค้าปลีกจึงเป็นอีกเทคนิคหนึ่งของบัฟเฟตต์ ดังนั้น หัวใจสำคัญของธุรกิจค้าปลีกก็คือการทำความเข้าใจการบริหารสินค้าคงคลัง อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้าคงคลังมีดังนี้


1. อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์ บ่งบอกว่าสินทรัพย์ที่เราลงทุนไปสร้างกำไรตอบแทนเรากี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสำหรับธุรกิจค้าปลีกแล้วสินค้าคงคลังคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด จากตารางที่ 1 พบว่า Wal-Mart มี ROA สูงกว่าคู่แข่ง หมายความว่า Wal-Mart สามารถใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนสร้างผลกำไรให้กับบริษัทมากกว่าคู่แข่ง ในขณะที่ Safeway มี ROA ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (ยกเว้นปี 2014 ที่ ROA สูงผิดปกติเพราะ Safeway ขายบริษัทลูก)


2. อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ หรือ Inventory turnover หาได้จากต้นทุนสินค้าขายต่อสินค้าคงเหลือ ซึ่งวัดการหมุนเวียนของสินค้าคงคลังกี่ครั้งต่อปีในการเปลี่ยนเป็นยอดขาย กล่าวคือตัวเลขยิ่งสูง ยิ่งดี แสดงว่าสินค้ายิ่งขายดี จากตารางที่ 1 พบว่าการหมุนเวียนสินค้าคงคลังของ Safeway สูงกว่าคู่แข่งทุกราย แม้แต่ Wal-Mart ยังมีการหมุนเวียนต่ำกว่า Safeway ด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ ก็คือ Wal-Mart ขายของได้ไม่ดีเหมือน Safeway


3. จำนวนวันที่สินค้าอยู่ในคลัง หรือ Inventory days หาได้จาก 365 วัน หารด้วย อัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลัง ใช้ในการประเมินว่าบริษัทใช้เวลากี่วันในการระบายสินค้าออกจากคลังจากตารางที่ 1 พบว่า Wal-Mart ใช้เวลาถึง 40 วันในการระบายสินค้าออกจากคลัง ในขณะที่ Safeway ใช้เวลาเพียงแค่ 30 วันเท่านั้น ย่อมเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือกับการที่ Safeway ใช้เวลาน้อยกว่าแต่สามารถเปลี่ยนสินค้ากลายเป็นเงิน และสร้างผลกำไรได้ดีและเร็วกว่าคู่แข่ง


แต่คำถามคือทำไมทั้งที่ Safeway มีการหมุนเวียนของสินค้าดีขนาดนั้น ขายของดีอย่างนี้ แต่ทำไมกลับมี ROA ต่ำกว่าคู่แข่งพูดง่ายๆ ก็คือ สินค้าของ Safeway ไม่ได้ถูกแปลงเป็นกำไรสุทธิได้มากเท่าที่ควร แสดงว่าสินค้าบางประเภทของ Safeway แม้จะมีการหมุนเวียนจริง แต่ไม่ก่อให้เกิดรายได้


สาเหตุคงมาจาก Safeway มีความหลากหลายของสินค้าน้อยกว่า Wal-Mart แท้จริง Safeway เป็นร้านค้าปลีกประเภท Supermarket หรือเหมือนกับโลตัสเอ็กซ์เพรสในบ้านเราที่มีเฉพาะแผนกอาหารสดและของใช้ในครัวเรือน ในขณะที่ Wal-Mart เป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เหมือนบิ๊กซี โลตัส ดังนั้นกว่า 70% ของ Safeway เป็นสินค้าประเภทอาหาร ผักผลไม้และเบเกอรี่ซึ่งอายุของสินค้าสั้น เมื่อสินค้าเน่าเสียก็ไม่สามารถขายได้ ต้องทิ้งสถานเดียว ทำให้อัตราการหมุนเวียนของสินค้าแม้เร็วก็จริงแต่ไม่สร้างรายได้เท่าที่ควร ในขณะที่ Wal-Mart มีสินค้าที่หลากหลาย สินค้าประเภทอาหารสดประมาณ 50% เท่านั้น แม้อัตราการหมุนเวียนของสินค้าช้ากว่า แต่มีสินค้าที่ไม่เน่าเสียง่าย (Imperishable goods) เข้ามาชดเชย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเสื้อผ้า เป็นต้น แม้สินค้าเหล่านี้จะล้าสมัย แต่ก็สามารถขายลดราคาได้ ต่างจากสินค้าเน่าเสียได้ (Perishable goods) แม้จะลดราคาเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถขายได้


จากตารางที่ 2 แสดงสัดส่วนสินค้าประเภทอาหารเทียบกับยอดขายทั้งหมด โดยทำการเปรียบเทียบ 4 บริษัทคู่แข่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน พบว่า Safeway มีสินค้าประเภทอาหารสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง จึงทำให้อัตราการหมุนเวียนของสินค้าสูงแต่ไม่สร้างกำไรเท่าที่ควรผู้อ่านเห็นแล้วใช่ไหมครับว่าเพราะอะไรทำไมวอร์เรนบัฟเฟตต์จึงเลือกซื้อหุ้น Wal-Mart เพราะเป็นธุรกิจที่เติบโต มั่นคงและยั่งยืน ดังที่ James Pardoeกล่าวว่าบัฟเฟตต์จะเลือกซื้อหุ้น Low-tech หรือบริษัทที่ไม่ใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อนนัก นอกจากนั้นบัฟเฟตต์แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นของบริษัทที่แปลกแหวกแนวถึงกับจะเปลี่ยนการทำธุรกิจของอุตสาหกรรม เช่น Amazon.com หรือ eBay แต่เลือกที่จะลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจแบบพื้นๆ (Old economy) เพราะง่ายต่อการทำความเข้าใจและพยากรณ์อนาคตของธุรกิจในอีก 10-20 ปีข้างหน้า บัฟเฟตต์ยังฝากเตือนไว้ว่าหากคุณไม่เข้าใจธุรกิจที่คุณจะลงทุนก็จงเก็บเงินนั้นไว้ในกระเป๋าดีกว่า