ขณะนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ระหว่างการรวบรวมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ
ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีการหยิบยกกันขึ้นมาถกเถียงกันอย่างมาก เป็นเรื่องโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ และประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือที่มาของวุฒิสมาชิก(ส.ว.) และที่มาของนายกรัฐมนตรี นับว่าเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันยาวนานที่สุดและยังไม่สามารถหาข้อยุติได้
จากประเด็นถกเถียงดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะมีผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหลายประเด็น ซึ่งการปรับแก้ไขในร่างสุดท้ายนั้นยังอยู่ในขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐะรรมนูญ ทำให้มีการถกเถียงกันมากยิ่งขึ้นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรจะทำประชามติหรือไม่ โดยทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างมีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งหากติดตามฐานความคิดแล้วจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก และต้องรอติดตามกระบวนการยกร่างต่อไปว่าถึงที่สุดแล้วจะออกมาอย่างไร
ฝ่ายที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการทำประชามติ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับปฏิรูป ดังนั้นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญก็มีตัวแทนจากหลายฝ่ายเข้าร่วมด้วย นอกจากนี้หากทำประชามติจะทำให้เสียเวลาอย่างมากและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้โดยง่าย หากมีการใช้เงื่อนไขร่างรัฐธรรมนูญมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งความเห็นของกลุ่มนี้ต้องการปฏิรูปประเทศใหม่และต้องมีกฏกติกาทางการเมืองใหม่ที่ต่างไปจากเดิม
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปรากฏชัดเจนว่าเป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองโดยตรง ซึ่งได้คัดค้านในหลายประเด็น โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างทางการเมือง ที่มองว่าหลายประเด็นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย และได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งได้เสนอให้มีการทำประชามติประชาชนทั่วประเทศต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะเห็นว่าเป็นอำนาจโดยชอบธรรมที่ต้องขอความเห็นประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ
ประเด็นสำคัญคือประชาชนจะประเมินร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมา มีการถกเถียงในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองกันมากที่สุด จนประเด็นอื่นๆแทบหายไปและแทบไม่มีความสำคัญในการถกเถียงครั้งนี้ ประเด็นส่วนใหญ่จึงขึ้นกับความเห็นของบุคคลชั้นนำทางการเมืองหยิบยกกันขึ้นมาเป็นประเด็นปัญหา ทำให้ไม่สามารถประเมินร่างรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับว่าเป็นอย่างไร เราเห็นแต่ข้อถกเถียงในเรื่องรูปแบบของประชาธิปไตย โดยให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระมากกว่าโครงสร้างการเมืองน้อยมาก
จริงอยู่ โครงสร้างการเมืองย่อมมีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจของคนในสังคม แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งในการเมืองไทยว่าที่ผ่านมานั้นรูปแบบโครงสร้างการเมืองของไทยที่ผ่านมานั้นสร้างปัญหาอย่างมาก ซึ่งสะท้อนได้จากในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเรามีประชาธิปไตยทางการเมือง ก็ปรากฏว่าได้สร้างปัญหาอื่นในสังคม ทั้งเรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ความไร้ประสิทธิภาพการแก้ปัญหาสังคมต่างๆ รวมถึงความขัดแย้งที่นำไปสู่การใช้รุนแรง
หากกล่าวถึงที่สุดแล้ว การถกเถียงเรื่องรูปแบบประชาธิปไตยนั้น เป็นปัญหาเก่าที่มีมานานในสังคมไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาธิปไตยเรามีปัญหาจริง แต่อีกด้านหนึ่งในโลกยุคใหม่ที่หลายประเทศได้ก้าวพ้นไปจากเรื่องพื้นฐานเหล่านี้แล้ว เนื่องจากสังคมสมัยใหม่เผชิญกับปัญหามากมาย ในช่วงหลังจึงมีการถกเถียงเรื่องอะไรคือความเป็นธรรม อะไรคือสิ่งที่ยุติธรรม ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากการติดตามข้อถกเถียงการเมืองในช่วงที่ผ่านมา นักประชาธิปไตยของไทยพูดถึงสิ่งเหล่านี้กันน้อยอย่างน่ากลัว









