วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สัญญาณกระทิงของราคาน้ำมัน?

ในช่วงเดือนเม.ย. 2558 นี้จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันได้ทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากที่เคยเห็นราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสแกว่งตัวอยู่แถวๆ 45-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็ดิ่งลงไปต่ำสุดที่ประมาณ 42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากนั้นราคาก็เด้งขึ้นอย่างรวดเร็วมาปิดตลาดที่ราคา 57.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดตลาดที่ราคา 65.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ที่ 24 เม.ย. 2558 ทำให้กองทุนจากสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงพวกเฮ็ดจ์ฟันด์ที่เข้าไปเก็งกำไรในน้ำมันดิบได้กำไรกันถ้วนหน้าโดยเฉพาะกองทุนรวมน้ำมันแบบทริกเกอร์ที่พอได้กำไรตามเป้าหมายก็จะปิดกองทุนและขายหน่วยลงทุนคืนเงินต้นบวกกำไรให้กับนักลงทุนทันที อย่างไรก็ตาม การลงทุนในน้ำมันเป็นกลุ่มการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก สำหรับกองทุนรวมที่ลงทุนในน้ำมันนั้นเป็นหนึ่งในกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกโดยทั่วไปจะมีความเสี่ยงระดับ 8 ที่มีความเสี่ยงสูงสุดแต่ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน high risk high return


เมื่อสองไตรมาสที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบได้ลดลงอย่างรวดเร็วจากที่เคยอยู่ในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ลดลงมาถึง 50-60% มาเคลื่อนไหวแถวๆ 45-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่ระยะหนึ่ง โดยไออีเอ (the International Energy Agency) ได้รายงานว่าปัจจัยหลักมาจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานของประเทศสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มสูงมากกว่าที่เคยผลิตมา รวมถึงปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบได้ชะลอตัวหลังจากเศรษฐกิจของประเทศจีนและประเทศในกลุ่มยุโรปไม่เติบโตมากเท่าที่ควร นอกจากนี้ประเทศในกลุ่มโอเปกนำโดยประเทศซาอุดีอาระเบียยืนยันไม่ลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงเพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกถึงแม้ว่าประเทศสมาชิกในกลุ่มโอเปกบางประเทศ เช่น ประเทศเวเนซุเอลา ไนจีเรีย อิหร่าน แอลจีเรีย ฯลฯ แสดงความไม่เห็นด้วยกับประเทศซาอุดีอาระเบียก็ตาม เพราะประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเป็นหลักสำหรับงบประมาณรายจ่ายในประเทศ


ในช่วงราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำทำให้การลงทุนในโครงการแหล่งน้ำมันต่างๆ ที่ต้นทุนสูงได้ถูกชะลอหรือเลื่อนออกไปทำให้บริษัทน้ำมันและบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับน้ำมันได้มีการลดจำนวนพนักงานทั่วโลกหลายหมื่นตำแหน่งหากรวมกับพนักงานในธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอีกรวมกันก็น่าจะมากกว่าหนึ่งแสนตำแหน่งทั่วโลก จึงมีการคาดการณ์กันว่ากำลังการผลิตน้ำมันในอนาคตจะลดลงหากไม่มีการลงทุนในโครงการใหม่ๆ มาทดแทนแหล่งเก่าๆ


และในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันเริ่มฟื้นตัว นักวิเคราะห์จากสำนักข่าวซีเอ็นบีซีได้คาดการณ์ว่าสัญญาณกระทิงของราคาน้ำมันอาจจะกำลังมา โดยคาดว่าสาเหตุหลักๆ ก็น่ามาจากความไม่สงบในตะวันออกกลางจากปฏิบัติการทางทหารของกองทัพพันธมิตรอาหรับต่อกลุ่มกบฏในประเทศเยเมนซึ่งส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันดิบในตะวันออกกลางถ้าหากยังคงยืดเยื้อต่อไปและคาดว่าการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดานของสหรัฐอเมริกาได้ถึงจุดสูงสุดและปริมาณการผลิตอาจจะเริ่มลดลงจากผลของจำนวนแท่นเจาะน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันดิบตกต่ำ โดยบริษัทเบเกอร์ฮิวจ์ได้รายงานว่าจำนวนแท่นเจาะน้ำมันในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ลดลงจนทำสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 นอกจากนี้ในช่วงเดือนนี้กลุ่มกองทุนเฮ็ดจ์ฟันด์และกองทุนน้ำมันต่างๆ ได้เข้ามาเก็งกำไรราคาน้ำมันดิบเบรนท์รอบส่งมอบเดือนพ.ค. 2558 ในตลาดไอซีอีลอนดอนเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์มากที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554


อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการที่มีความต้องการการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น พอราคาน้ำมันถูกลงทำให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมอื่นๆ ลดลงรวมถึงรายจ่ายในค่าน้ำมันของประชาชนทั่วๆ ไปลดลง ก็เริ่มทำให้มีความต้องการการใช้น้ำมันกันมากขึ้นในกระบวนการผลิตและการใช้น้ำมันในชีวิตประจำวันโดยเมื่อไม่นานมานี้ทางไออีเอก็ได้ปรับประมาณการความต้องการการใช้น้ำมันทั่วโลกในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นอีกวันละ 90,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 93.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน


ถึงแม้ว่าไออีเอก็รายงานอีกว่าเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมามีปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 95.2 ล้านบาร์เรลต่อวันแต่จากการที่การลงทุนในโครงการแหล่งน้ำมันต่างๆ ได้ถูกชะลอหรือเลื่อนออกไปทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันมีแนวโน้มที่จะลดลงทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับสมดุลอีกครั้ง จึงมีกลุ่มกองทุนต่างๆ เข้าไปเก็งกำไรเป็นจำนวนมากเช่นกัน นักวิเคราะห์จากหลายๆ สำนักจึงคาดกันว่าสัญญาณกระทิงของราคาน้ำมันดิบกำลังมาแล้วราคาน้ำมันดิบอาจจะทะยานไปถึง 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในปีนี้ (เมื่อปลายปีที่แล้วมีการคาดการณ์กันว่าน้ำมันดิบจะลงไปถึง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลซึ่งก็เกือบลงไปถึงจริง ๆ) อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง (โดยเฉพาะการลงทุนกับน้ำมันซึ่งราคาผันผวนนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก) ผู้ลงทุนก็ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจลงทุนนะครับ


อีกประเด็นที่ผมอยากพูดถึงก็เป็นในส่วนของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศในช่วงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกมีราคาสูงสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศมีบัญชีติดลบหลายพันล้านบาทรวมถึงต้องบริหารเงินบางส่วนเพื่อนำไปชดเชยให้กับราคาก๊าซหุงต้มทำให้กลไกการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทำได้อย่างจำกัดและมีการปรับราคาน้ำมันแทบทุกสัปดาห์ เมื่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกลดลงอย่างรวดเร็วจึงเป็นโอกาสในการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติมพร้อมกับค่อยๆ ปรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลงและค่อยๆ ลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงข้ามประเภทโดยเฉพาะก๊าซหุงต้มจนสถานะของกองทุนมีเงินสำรองถึงประมาณ 40,000 ล้านบาท


เมื่อสัปดาห์ก่อนคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับลดอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศคงเดิม จะเห็นได้ว่าการที่มีเงินสำรองในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับหนึ่งก็จะเป็นกลไกช่วยในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีราคาเดิมในช่วงราคาน้ำมันตลาดโลกที่ผันผวนและหากเป็นช่วงราคาน้ำมันขาขึ้นก็จะปรับราคาขึ้นช้ากว่าราคาตลาดโลกตามความเหมาะสมกับสถานการณ์รวมถึงใช้สนับสนุนพลังงานทดแทนเช่นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี20 อี85 ด้วยครับ ก็เป็นอีกเรื่องที่อยากให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจถึงความจำเป็นในการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงครับ