รัฐบาลแถลงนโยบายรอบ 6 เดือนเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี
ได้ชี้แจงให้เห็นว่า ที่ผ่านมานั้นได้ทำอะไรไปบ้าง เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งไม่นับในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดูแลบริหารงานชั่วคราว ในช่วงก่อนมีรัฐบาล หากใครที่ติดตามการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และมองด้วยความเป็นธรรม โดยไม่มีคติเรื่องรัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะเห็นว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลได้ทำงานให้บรรลุไปหลายด้านที่สำคัญ
หากติดตามผลการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนของสำนักวิจัยต่างๆ มักจะมีคำตอบใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่ประชาชนที่ตอบแบบสอบถามที่จะพึงพอการบริหารโดยรวมของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านั้น สังคมไทยเกิดความขัดแย้งทางการเมืองให้เห็นแทบทุกวัน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น อาจกล่าวได้ว่าคนกรุงเทพฯ เผชิญกับการชุมนุมทางการเมืองไม่ว่างเว้นมากว่า 5 ปี หรือเรียกว่าเป็นสังคมมวลชน ที่เต็มไปด้วยการชุมนุมเรียกร้อง
แต่ประเด็นปัญหาสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ กลับเป็นเรื่องปัญหาปากท้อง แม้ขณะนี้จะเริ่มกระเตื้องขึ้นมาในภาคเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ การท่องเที่ยว แต่ภาพโดยรวมแล้ว จะเห็นว่าการฟื้นตัวนั้นยังไม่เป็นไปอย่างทั่วถึง ซึ่งมีหลายเหตุปัจจัย และปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยาวนานต่อเนื่องมาหลายปี อีกทั้งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ทำให้ส่งผลกระทบลงลึกขึ้นเรื่อยๆ ตามผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
การชี้แจงผลงานด้านเศรษฐกิจนั้น จะเห็นได้ว่า รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหา ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น อาทิ เรื่องการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นว่ารัฐบาลได้ชี้แจงให้เห็นสถิติตัวเลขที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่ภาคส่งออก ซึ่งรวมถึงภาคเกษตรยังเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องตามแก้ไขต่อไป และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้น รัฐบาลเห็นว่ามีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
หากติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากหน่วยงานของรัฐ คือ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีการเปิดเผยออกมาในแต่ละเดือน จะพบว่ามีการฟื้นตัวจริงตามที่รัฐบาลชี้แจง แต่ประเด็นสำคัญ ก็คือ ตัวเลขที่ออกมานั้น เป็นระดับที่เรียกว่ามหภาค และดูเหมือนว่าไม่มีใครเถียงได้ แต่ประเด็นปัญหาสำคัญคือผลที่เกิดขึ้นจริงจากสถิติตัวเลขดังกล่าว ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ต้องใช้เวลากว่าผลจะเกิดขึ้นลึกลงไป แต่ก็มีคำถามเช่นกันว่า เราจะสามารถเชื่อสถิติตัวเลขภาพรวมได้มากน้อยแค่ไหน
เราเห็นว่าขณะนี้มีภาพความขัดแย้งสองขั้ว ระหว่างคนที่เห็นว่าเศรษฐกิจฟื้นกับไม่ฟื้น ต่างฝ่ายต่างหยิบยกสถิติตัวเลขมายืนยันความเป็นจริง แต่เราก็อาจลงกับตัวเลขมากเกินไปเหมือนกรณีรายได้ต่อหัว หรือ การวัดระดับรายได้ของประเทศ ซึ่งจะเห็นว่าประเทศไทย มีรายต่อหัวเพิ่มขึ้นทุกปีตามรายได้ประชาชาติ แต่นั่นไม่ได้หมายความจะมีการกระจายอย่างเป็นธรรมมากพอ เพราะปรากฏว่า มีผู้มีรายได้น้อยในระดับความยากจนอยู่จำนวนมาก ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีผลงาน แต่อยู่ที่ว่าผลที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชน ซึ่งอาจเป็นเรื่องใหญ่ของรัฐบาลในลำดับต่อจากนี้ไป






