ท่านผู้อ่านคงจะได้ติดตามกฎหมายใหม่ๆ ในช่วงนี้ที่ออกกันแบบรายวัน หลายกฎหมายที่อยู่ระหว่างการต่อคิวออกกันช่วงนี้
บางกฎหมายก็เป็นกฎหมายใหม่ที่ไม่เคยมีการยกร่างมาก่อน แต่บางกฎหมายก็นำเอาร่างกฎหมายที่ตกไปจากการปรับเปลี่ยนรัฐบาลขึ้นมาปัดฝุ่นในช่วงรัฐบาลนี้ หนึ่งในร่างกฎหมายที่ผู้เขียนจะนำมาเล่าสู่กันฟังคือ ร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่ร่างกฎหมายใหม่ หรือเป็นหลักการใหม่ที่ประเทศไทยไม่เคยคิดมาก่อน แต่เป็นการนำเอากฎหมายที่ตกไปนำกลับขึ้นมาเข้าสู่กระบวนการออกเป็นกฎหมายเพื่อใช้บังคับกันต่อไป
ประเทศไทยเรามีแนวคิดที่จะออกกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 (ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจของไทยในปี พ.ศ. 2540) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลานั้น โดยคณะรัฐมนตรีสมัยนั้นได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง นำทีมโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อหามาตรการทางกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของชาติ และหนึ่งในมาตรการทางกฎหมาย คือ การริเริ่มยกร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจฉบับนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2541 โดยอาศัยแนวทางการร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (The UNCITRAL Legislative Guide on Secure Transaction) และนำมาปรับใช้ให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติทางการค้า และปัจจัยอื่น ๆ ของประเทศไทย อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจของประเทศไทยต้องตกไปในระหว่างการพิจาณาร่างหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนรัฐบาล การพิจารณาร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจครั้งสุดท้ายคือสมัยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และต้องตกไปอีกครั้ง ภายหลังที่รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ได้ประกาศยุบสภาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2556
แม้ร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจจะได้ตกไปในรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยก็ตาม แต่กฎหมายฉบับนี้ได้มีพัฒนาการด้านเนื้อหาของร่างกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องและครอบคลุมทรัพย์สินที่จะนำมาใช้เป็นหลักประกันเพิ่มขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากร่างตั้งแต่สมัยปี พ.ศ. 2541 จนถึงครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2556 สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาในร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เช่น กำหนดให้นำทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ การบังคับหลักประกันโดยเอาทรัพย์สินหลุดเป็นสิทธิ และเพิ่มเติมคุณสมบัติของผู้บังคับหลักประกันให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างที่ผู้เขียนกล่าวมานั้น ไม่ปรากฏอยู่ในร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจฉบับแรก ๆ
ปัจจุบันร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยได้มีการนำร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (แก้ไขหลักการตามมาตรา 305 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการตามกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งผู้เขียนจะได้กล่าวต่อไป) ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาออกเป็นกฎหมายเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา โดยสถานะปัจจุบัน อยู่ระหว่างการพิจารณาวาระที่ 2 (จาก 3 วาระ) ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ก่อนที่เราจะเริ่มศึกษาไปพร้อมกันในหลักการและเนื้อหาที่สำคัญของร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ผู้เขียนขอเกริ่นนำเล็กน้อยสำหรับหลักประกันตามกฎหมายของบ้านเราที่มีอยู่ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันกันก่อนค่ะว่ามีอะไรกันบ้าง และทำไมเรายังมีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจมาใช้กันอีก
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลักประกันด้วยทรัพย์สินมี 2 ประเภท คือ จำนำ และจำนอง ซึ่งใช้กันมากว่า 80 ปีแล้ว แต่หลักประกันประเภทจำนำหรือจำนองดังกล่าวมีข้อจำกัด กล่าวคือสามารถก่อหลักประกันบนทรัพย์สินได้บางประเภทเท่านั้น เช่น การจำนำสามารถเป็นหลักประกันได้เฉพาะทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์และต้องเป็นทรัพย์สินที่สามารถส่งมอบได้เท่านั้น ส่วนการจำนองก็มีได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ทำให้ทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่สามารถนำเอาไปเป็นหลักประกันได้ เช่น วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจการ รวมถึงสิทธิเรียกร้อง หรือทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่าง ๆ เป็นต้น
นอกเหนือจากหลักประกันในทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเทศไทยมีความพยายามที่จะออกกฎหมายใหม่ ๆ มาเพื่อให้ทรัพย์สิน และสิทธิบางประการสามารถนำมาเป็นหลักประกันที่มีกฎหมายรองรับ เช่น มีการตราพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร เพื่อกำหนดให้สามารถนำเครื่องจักรที่จดทะเบียนแล้ว สามารถนำมาเป็นหลักประกันในทางจำนองได้ หรือการตราพระราชบัญญัติจำนองเรือและบุริมสิทธิทางทะเล หรือการตราพระราชบัญญัติการเช่าเพื่ออุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเพื่อให้สามารถนำสิทธิการเช่าที่มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปมาจำนองเป็นหลักประกันได้ แต่บางกฎหมาย แม้ว่าจะมีการตราเป็นกฎหมายแล้วก็ตาม แต่จนถึงปัจจุบันกลับไม่สามารถนำมาใช้บังคับได้เนื่องจากไม่มีการออกหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติใด ๆ มารองรับ เช่น การแก้ไขพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 15) ให้สามารถจำนองรถยนต์ได้ เป็นต้น
แม้จะมีความพยายามที่จะออกกฎหมายหลักประกันหลายต่อหลายฉบับ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เจ้าหนี้มั่นใจได้ว่า หลักประกันดังกล่าวจะเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้ หลายสถาบันการเงินใช้ความพยายามที่จะสร้างหลักประกันที่ไม่มีกฎหมายรองรับขึ้นมา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า หลักประกันเทียม เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุ อุปกรณ์ ที่ไม่สามารถนำมาจำนองได้ ก็กำหนดให้นำมาจำนำ โดยสร้างกลไกหนึ่งขึ้นเพื่อให้การจำนำทรัพย์สินดังกล่าวไม่ต้องส่งมอบ คือ การจัดทำสัญญารับฝากฝากทรัพย์ซึ่งจำนำ (ซึ่งมีแนวคำพิพากษาฎีกาออกมาแล้วว่าใช้บังคับไม่ได้) หรือการจำนำเงินฝาก เป็นต้น นอกจากนั้น หลักประกันเทียมเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในทางกฎหมายแต่อย่างใด เพราะหลักประกันเทียมไม่ถือเป็นหลักประกันตามกฎหมาย
บทความฉบับนี้ เราวางพื้นฐานและหลักการเบื้องต้นสำหรับความเป็นมาของร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ และความเข้าใจถึงหลักประกันในปัจจุบันทั้งที่มีกฎหมายรองรับและไม่มีกฎหมายรองกันก่อนนะคะ ฉบับหน้าเราจะมาเริ่มต้นเนื้อหาหลักๆ ที่สำคัญที่เป็นหัวใจของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ตลอดจนศึกษาไปพร้อมกันว่าร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจฉบับนี้จะสามารถมาช่วยเติมเต็มทรัพย์สินในส่วนที่ไม่สามารถนำมาเป็นหลักประกันในทางกฎหมายได้มากน้อยเพียงใดนะคะ








