‘ซบเซา’อย่างต่อเนื่อง

‘ซบเซา’อย่างต่อเนื่อง

เสถียรภาพทางการเมือง ไม่อาจกระตุ้นกำลังซื้อได้ มากเท่า “ความมั่นใจ” ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ในอนาคต

ปลายปีที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงต้นปี มีคนคะเนอย่างมีความหวังว่า กำลังซื้อ ในปีนี้ จะกลับมาสดใส จากสถานการณ์การเมืองที่เริ่ม “คลี่คลาย” ไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ทว่า ภายใต้การนำของรัฐบาล ประยุทธ์1” ที่รอวันกลับสู่การเลือกตั้ง ความสงบทางการเมือง ที่ว่า.. กลับยังไม่ทำให้ กำลังซื้อ “ฟื้นคืน”มาสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน

เหตุใด ทำไม อย่างไร ? หลายคนตั้งคำถาม ยอดฮิต !

แม้แต่ อาหารสด” หนึ่งในปัจจัยสี่ ที่จำเป็นต้องการดำรงชีวิต ผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในไทยอย่าง “เทสโก้ โลตัส” ยังออกมายอมรับว่า กำลังซื้อชะลอตัว จนต้องอัดแคมเปญลดราคา กระตุ้นยอดขาย และบริหารสต็อก เนื่องจากอาหารสดมีเชลฟ์ไลฟ์(อายุสินค้า) สั้น ขณะที่ “บิ๊กซี” และร้านสะดวกซื้ออย่าง “เซเว่น อีเลฟเว่น” น่าจะตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน แม้ยอดขายสาขาเดิมจะกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ไม่อาจบอกได้ว่า นี่คือภาวะปกติ

ไม่นับห้างสรรพสินค้าหรูและไม่หรู ที่ดูจากตาเปล่า ก็รู้ว่า..“คนเดินน้อยลง” แม้ค่ายผู้ประกอบการค้าปลีกบางราย จะติดกับภาวะโลกสวย เพราะไม่อยากพูดความจริงอันเจ็บปวด ในภาวะที่ต้องการเรียกขาช้อป

เมื่อสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ยังถูกหั่นยอดขาย แทบไม่ต้องคิดว่ายอดขายสินค้าคงทน และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ เช่น คอสเมติก เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ จะตกที่นั่งลำบากอย่างไร

“หยุดสวย หยุดหรู ขอเก็บเงินนอนในกระเป๋าไว้ก่อน ช่วงนี้ !!” ใครคนหนึ่งบอก

จากการสอบถามผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ยังบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “กำลังซื้อไม่ดี” โดยเฉพาะ กำลังซื้อรากหญ้า ที่ลดลงทุกภาค (เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก) โดยเฉพาะ ภาคใต้

2-3 สาเหตุหลักๆ จากกำลังซื้อที่ลดลง เกิดจาก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะ ยางพารา ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่เกือบชนเพดาน ทำให้สถาบันการเงิน ระมัดระวังการให้สินเชื่อ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีนโยบายประชานิยม ดูดซับกำลังซื้อล่วงหน้า โดยเฉพาะ โครงการรถคันแรก

อย่างที่หลายค่ายรถยนต์ ออกมาบอกก่อนหน้านี้ว่า ไม่ใช่ว่าผู้บริโภคไม่มี “ดีมานด์” (ความต้องการ) หากแต่ความต้องการนั่นไม่ได้รับการตอบสนองจากไฟแนนซ์ (กู้ไม่ผ่าน) คงต้องวัดกันว่า งานมอเตอร์โชว์ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มี.ค.-5 เม.ย.นี้ จะดันยอดจองได้มากน้อยแค่ไหน กับการอัดแคมเปญของค่ายรถ อย่างการ ผ่อน 0% นานถึง 7 ปี ของค่ายรถแห่งหนึ่ง

อีกสาเหตุสำคัญ ของอาการ “เอาไงต่อดี” ของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ นั่นเพราะ ความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐ ในหลายๆเรื่อง ที่มักใส่เกียร์ถอย หรือบางนโยบายน่าจะติดสปีดได้เร็วกว่านี้

อาทิ การชะลอการประมูลสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ,การชะลอจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ,ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ฯลฯ

ความไม่แน่นอนดังกล่าว ย่อมกระเทือนความเชื่อมั่นของผู้คน ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ยังไม่ส่งสัญญาณดีขึ้น จะมีก็เพียงเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ปรับตัวดีขึ้นบ้าง

งานนี้ “เสถียรภาพทางการเมือง” จึงไม่อาจกระตุ้นกำลังซื้อได้ มากเท่า “ความมั่นอกมั่นใจ” ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ในอนาคต

ที่มีรัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบาย