น้ำตานายก

น้ำตานายก

ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ในเดือนสิงหาคม แต่วันนี้เปลี่ยนใจเพราะ “ท่านนายกฯ” ที่ผมจะพูดถึงนั้น กำลังอยู่ในกระแสข่าวพอดี

อย่าเข้าใจผิดว่าผมหมายถึงน้ำตาของ “อดีตนายกรัฐมนตรี” ที่เคยมีให้ประชาชนได้เห็นเป็นครั้งคราวนะครับแต่ผมกำลังพูดถึงนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง ที่แข็งแกร่ง จนไม่ค่อยมีใครเชื่อว่าจะหลั่งน้ำตาออกมาได้ เขาเป็นผู้สร้างความรุ่งเรืองสุดขีดให้แก่ประเทศ จนได้รับการยอมรับและความเชื่อถืออย่างสูงจากชาวโลก ....พูดอย่างนี้ก็ต้องแปลว่าไม่ใช่ประเทศไทยหรอกครับ แต่ผมกำลังจะพูดถึง น้ำตาของนายกรัฐมนตรีคนที่กำลังป่วยหนักอยู่ในขณะนี้ที่มีชื่อว่า ลี กวน ยู

แม้คนไทยหลายคน จะกระแนะกระแหน “ประเทศลอดช่อง” ว่าชอบให้ข่าวร้ายประเทศไทย หรือข่าวบั่นทอนประเทศไทยก็ตาม แต่ถ้าเราพิจารณาอย่างใจเป็นธรรม ก็ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์นั้น “เหนือชั้น” กว่าเรามากจริงๆ ในเชิงของการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาโดยตัวชี้วัดสำคัญระดับนานาชาติ

ความโปร่งใสของสิงคโปร์ ก็เป็นอันดับต้นๆของโลก ในขณะที่ของไทยเรานั้นต่ำต้อย และยังวนเวียนอยู่กับปัญหานี้ ส่วนดัชนีวัดคุณภาพการศึกษาของเขาก็สุดยอด จนประเทศอย่างอังกฤษ ต้องเหลียวมอง ในขณะที่ของไทยเรา แพ้แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่งเริ่มพัฒนา อันดับความน่าเชื่อถือโดย S&P และ Moody’s ก็ติดอันดับสูงสุดของโลกที่AAA ซึ่งมีประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ไม่มากนัก ในขณะที่ไทยเรายังคงต้วมเตี้ยมอยู่ที่ BBB+ ซึ่งห่างชั้นต่ำกว่าสิงคโปร์ ถึง 7 อันดับ และไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นA- ได้สักที ทั้งๆที่ได้ BBB+ มาตั้งเกือบสิบปีแล้ว

หากจะพยายามหาข้อเสียของสิงคโปร์ ก็คงไม่ยากหรอกครับ เพราะไม่มีประเทศใด ที่ดีไปหมดทุกอย่าง เช่นดัชนีวัดความสุขของคนที่นั่น ค่อนข้างต่ำมาก เพราะรัฐบาลเข้มงวด ตีกรอบ กฎเกณฑ์ ต่างๆมากมาย จนคนสิงคโปร์ไม่ค่อยมีความสุข คนที่มีฐานะดี จำนวนไม่น้อย ส่งลูกหลานไปเรียนหรือทำงานในต่างประเทศ เป็นต้น

ชายร่างสูง วิสัยทัศน์เยี่ยม ผู้มีนามว่า ลี กวน ยู นี่แหละครับ คือนายกรัฐมนตรีที่สร้างประเทศนี้ขึ้นมากับมือ คนทั่วโลกได้เห็นและยกย่องในความสำเร็จ บารมี ของเขาเบ่งบานไปในระดับนานาชาติ ไม่มีใครปฏิเสธภาพความเป็นผู้นำชั้นเลิศของเอเชีย ทั้งๆที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศเล็กนิดเดียวเท่านั้น

ที่ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ในเดือนสิงหาคม ก็เพราะว่านั่นคือเดือนครบรอบ 50 ปีของการประกาศอิสรภาพของสิงคโปร์ซึ่งวันที่ได้รับอิสรภาพจากมาเลเซียเมื่อเดือนสิงหาคม 2508 นั้น คือวันที่ ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีหนุ่ม ต้องหลั่งน้ำตา ให้ประชาชนได้เห็นกันทั้งประเทศ

มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความปลื้มปีติ ที่ต่อสู้จนได้รับอิสรภาพ แต่มันเป็นน้ำตาแห่งความเสียใจที่ต้องแยกประเทศออกมา และมาเลเซียยังกึ่งขับไล่ไสส่งอีกด้วยเพราะสิงคโปร์ไม่มีอะไรเลย เป็นเพียงรัฐที่เป็น “ภาระ” ของมาเลเซียเท่านั้น

ลี กวน ยู ออกรายการโทรทัศน์ ประชาชนสิงคโปร์ได้ชมกันทั่วประเทศ จังหวะหนึ่ง เขาพูดว่า “สำหรับผม นี่คือนาทีแห่งความเจ็บปวด.....”เขานิ่งอึ้งไปเป็นเวลานานพร้อมหลั่งน้ำตาและมีเสียงสะอื้น“....ทั้งชีวิตผม...ชีวิตในช่วงที่มีวุฒิภาวะ....” เขาอึ้งไปอีกนาน.....“...ผมเชื่อเสมอในการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของรัฐทั้งสองนี้”แล้วเขาก็พูดต่อไปอีกไม่ได้ ต้องขอเบรคชั่วครู่....

ในอัตชีวประวัติของเขานั้น ลี เล่าว่าหลังจากได้รับอิสรภาพเพียงไม่กี่วัน เขาก็มีอาการนอนไม่หลับ และล้มป่วยลง แน่นอนว่าความกดดันที่ลงมาที่นายกรัฐมนตรีคนนี้ มีมากเหลือเกิน เพราะเขาต้องบริหารประเทศที่ไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค ประชาชนยากจน และไม่มีการศึกษา อนาคตของประเทศดูมืดมนไปหมด

แต่ด้วยความเป็นนักคิด นักสู้ และมีวิสัยทัศน์ เขายืนหยัดปรับเปลี่ยนประเทศ ด้วยการพัฒนาการศึกษาของประชาชนอย่างรวดเร็วและจริงจัง พัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ และ ปฏิรูปกฎหมาการลงทุนจากต่างประเทศ ฯลฯจนในที่สุด เพียง20 กว่าปีผ่านไป สิงคโปร์ก็กลายเป็นประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง มีความเข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางการเงินและการค้าที่สำคัญของโลก สังคมมีความโปร่งใสในระดับต้นๆของโลก และมีอันดับเครดิตสูงสุดที่ AAA มาจนถึงทุกวันนี้

แม้จะมีข้อติติงรัฐบาลหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน รวมทั้งการเมืองที่แทบจะไม่มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง แต่รวมๆแล้วคนทั่วโลกก็ยังคงชื่นชมวิถีแห่งพัฒนา ภายใต้บิดาของประเทศอย่าง ลี กวน ยู คนไทยเราเองจำนวนมาก ก็ถามคำถามเช่นเดียวกันว่า ประเทศที่เขาไม่มีอะไรเลยนั้น ทำอย่างไรในเวลาเพียง 30 ปี เขาจึงสร้างความเป็นเลิศได้ และกำลังจะเฉลิมฉลองความสำเร็จในวัย 50 ปี ในเดือนสิงหาคมปีนี้

ลี กวน ยู วันนี้ อยู่ในวัย 91 ปี เมื่อถึงเดือนกันยายน เขาจะเข้าสู่วัย 92ปี บิดาของประเทศคนนี้ ควรจะยืนอย่างแข็งแกร่งและสง่างาม มองความสำเร็จของประเทศอย่างภาคภูมิใจ แต่น่าเสียดายเหลือเกิน ในขณะที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ (12.50 น. วันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค.) ลี กวน ยู กำลังป่วยหนักอยู่ในห้องไอซียู เขาติดเชื้อ และอาการอยู่ในขั้นวิกฤติมีรายงานข่าวออกมาทุกชั่วโมงว่า ทรุดลงเรื่อยๆ

คนสิงคโปร์คงไม่มีวันลืมนายกรัฐมนตรีคนนี้ของเขาไปได้ จากวันที่บิดาของประเทศต้องเผชิญกับปัญหาอันยิ่งใหญ่และความมืดมนของอนาคตจนน้ำตานายก ต้องหลั่งออกมา จนถึงวันที่เขาสร้างตำนานแห่งความรุ่งเรืองให้แก่ประเทศสิงคโปร์ ยามนี้ ผู้คนจำนวนมาก อาจจะต้องเตรียมใจ และเสียน้ำตาประชาชนให้แก่เขา

เพราะสถานการณ์ดูเหมือนว่าเขาคงจะไม่ร่วมฉลอง 50 ปีของประเทศเสียแล้ว

ผมจึงนำเรื่องที่เขียนเสร็จแล้วสำหรับวันนี้ รอไว้ลงวันอื่น...แล้วก็นำเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนในเดือนสิงหาคม มาเขียนวันนี้ไงครับ