วงรอบราหู -ต้มยำกุ้ง 2

วงรอบราหู -ต้มยำกุ้ง 2

วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

ค่ำวันนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งเทียบได้กับคำประกาศว่า “ฟองสบู่แตกแล้ว” ประเทศไทยได้เผชิญ “ต้มยำกุ้ง” หรือวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสตามมาอีกหลายปี


ในทางโหราศาสตร์ มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าหรือไม่ ? มีแน่นอน นั่นคือปรากฏการณ์สุริยคราส (สรรพคราส) ที่เห็นได้ในประเทศไทยในวันที่ 24 ตุลาคม 2538 เวลา 11:37 น. ที่ 6 องศา 31 ลิปดาในราศีตุลย์


สุริยคราส (เต็มดวง) ที่เห็นได้ในประเทศไทยที่บันทึกกันไว้มีเพียง 5 ครั้ง ครั้งแรกคือสุริยคราสที่ ต.หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 18 สิงหาคม 2411 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ครั้งที่ 2 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2418 ที่แหลมเจ้าลาย จ.เพชรบุรี


ครั้งที่ 3 เกิดในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2472 ที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ครั้งที่ 4 และ 5 เกิดในสมัยรัชกาลปัจจุบัน คือเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2498 ที่ อ.บางปะอิน จ.อยุธยา และวันที่ 24 ตุลาคม 2538 ที่ จ.นครสวรรค์ (ครั้งต่อไปเกิดวันที่ 11 เมษายน 2613 ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์)


สุริยคราสตุลา 38 จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งต่อมาเศรษฐกิจปี 39 ก็ทรุดหนัก จนฟองสบู่แตกสลายในกลางปี 40


ปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ นั่นคือสุริยคราส (บางส่วน) ในวันที่ 24 ตุลาคม 2557 เวลา 4:58 น. ที่ 6 องศา 21 ลิปดาในราศีตุลย์ ท่านสังเกตเห็นอะไรไหม ?


สุริยคราสทั้งคู่เกิดขึ้นในวันเดือนเดียวกัน (ผิดกันแค่ 6.5 ชม.) และตำแหน่งที่เกิดผิดกันแค่ 10 ลิปดา ซึ่งถือว่าซ้ำเดิมสนิท คราสทั้ง 2 ครั้งห่างกัน 19 ปีพอดี


ช่วงเวลา 19 ปีถือเป็นวัฏจักรประเภทหนึ่งคือ “วัฏจักรคราส (Eclipse Cycle)” เมื่อพูดถึงคราส ก็ต้องนึกถึงราหู เพราะราหูเป็นสาเหตุของคราส (ในทางโหราศาสตร์) ราหูเองก็มีวงรอบเหมือนกัน ช่วงเวลาที่ราหูโคจรครบ 1 รอบจักรราศี เรียกว่า “วงรอบราหู (Lunar Node Cycle)” ซึ่งกินเวลา 18.6128 ปี


เมื่อเข้าใจที่มาที่ไปและความสำคัญของตัวเลขแล้วเป็นที่แน่ใจได้ว่า สุริยคราสตุลา 57 คือสัญญาณเตือนภัย แต่เตือนเรื่องอะไร ?


ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจตัวการใหญ่อย่างราหูเสียก่อน เมื่อพูดถึงการสูญเสีย ความเสียหาย เหตุร้ายต่างๆ แล้ว โหราศาสตร์ไทยเน้นที่ราหูเป็นอันดับหนึ่ง ราหูคืออะไร ?


ราหูคือจุดตัดของระวิมรรค (Ecliptic : เส้นทางที่ดวงอาทิตย์เสมือนโคจรรอบโลก) กับจันทรมรรค (เส้นทางที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก) ในทางดาราศาสตร์ ราหูคือปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่มีอิทธิพลอะไรต่อมนุษย์ แต่ในมุมโหราศาสตร์กลับตรงข้าม ถือว่าราหูมีฤทธิ์มากทีเดียว


ราหูคือเงามืด สิ่งลึกลับ ความชั่วร้าย การบ่อนทำลาย โมหะ อวิชชา ฯลฯ ราหูเป็นตัวสร้างปัญหาและบ่อนทำลาย อยู่ที่ไหน สร้างปัญหาที่นั่น เข้าภพไหน ทำลายภพนั้น เช่น ราหูอยู่ภพ 2 ทำลายด้านการเงิน ดังที่โบราณเรียก “ราหูค้นทรัพย์”


การโคจรของราหูแบ่งเป็น 2 ประเภท แล้วแต่ระดับความเข้าใจและการใช้งานของนักโหราศาสตร์


ในขั้นพื้นฐาน ราหูโคจรวันละ 3.18 ลิปดา ราศีละ 18 เดือนเรียกว่า “ราหูมัธยม (Mean Node)” หรือค่าเฉลี่ยการโคจรของราหู ซึ่งนิยมใช้กันในวงการโหรบ้านเราแต่ในขั้นสูงขึ้นไป จะใช้ “ราหูจริง (True Node)” ซึ่งถูกต้องตรงกับความจริงบนท้องฟ้า


ราหูคือจุดตัดของระวิมรรคและจันทรมรรค วิถีโคจรและความเร็วจึงขึ้นอยู่กับอาทิตย์และจันทร์ แต่เพราะความเร็วของจันทร์ไม่สม่ำเสมอ การโคจรของราหูจึงแปรเปลี่ยนตามไปด้วย การใช้ค่าเฉลี่ยจึงไม่เหมาะกับการพยากรณ์ที่ต้องการความละเอียดถูกต้องสูง


ราหูมีวิถีโคจรต่างจากดาวอื่น คือโคจรย้อนจักรราศี (ตามเข็ม) จากเมษสู่มีน กุมภ์...พฤษภ และกลับเมษอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2557 ราหูโคจรจากตุลย์เข้ากันย์ อันเป็นภพที่ 6 ของดวงเมือง


ภพที่ 6 (อริ) เป็นภพที่ให้โทษ เกี่ยวข้องกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในงานบริการสาธารณะ (Public Service) การสาธารณสุข และที่สำคัญคือ “หนี้สิน” ของประเทศ เมื่อราหูจรในภพนี้ จึงควรระมัดระวังให้มาก


เมื่อตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 100 ปี ราหู (จริง) ยกเข้าราศีกันย์ 6 ครั้ง คือ


ครั้งที่ 1) วันที่ 16 กรกฎาคม 2464 - 8 มกราคม 2466


ครั้งที่ 2) วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2483 - 20 สิงหาคม 2484


ครั้งที่ 3) วันที่ 27 สิงหาคม 2501 - 7 พฤษภาคม 2503


ครั้งที่ 4) วันที่ 30 พฤษภาคม 2520 - 1 ธันวาคม 2521


ครั้งที่ 5) วันที่ 24 ธันวาคม 2538 - 18 มิถุนายน 2540


ครั้งที่ 6) วันที่ 13 กรกฎาคม 2557 - 9 มกราคม 2559


ทุกครั้งที่ราหูจรเป็นอริลัคน์ บ้านเมืองมักเกิดปัญหาร้ายแรงเสมอ เพียงแต่ร้ายแรงแค่ไหนขึ้นกับวิถีโคจรของดาวอื่นๆ ด้วย ขอยกเป็นตัวอย่างสัก 3 กรณี คือ


กรณีที่ 1 : ตั้งแต่ 16 กรกฎาคม 2464 - 8 มกราคม 2466


เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในสมัยรัชกาลที่ 6 เศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลขาดดุลงบประมาณหนัก ถือเป็นช่วงวิกฤติการคลังของภาครัฐ งบประมาณขาดดุลต่อเนื่องถึง 6 ปี (2463 - 2468) และขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่เงินคงคลังแต่ละปีก็ลดลงอย่างมาก


กรณีที่ 2 : ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2483 - 20 สิงหาคม 2484


เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป เศรษฐกิจไทยย่ำแย่หนักจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ตั้งแต่ 2475 - 2488 เกิดปัญหาใหญ่ 3 ประการคือ 1) การส่งออกตกต่ำ 2) การใช้จ่ายและการคลังของรัฐบาล 3) การผลิตข้าวและหนี้สินของชาวนา


สถานการณ์ช่วงนี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (2558) เป็นอย่างมาก


กรณีที่ 3 : ตั้งแต่ 24 ธันวาคม 2538 - 18 มิถุนายน 2540


เป็นช่วงปลายยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เฟื่องฟูจากการกู้เงินนอกดอกเบี้ยถูก เพื่อเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ เมื่ออเมริกาขึ้นดอกเบี้ยและเงินไหลออกในปี 2538 เศรษฐกิจทรุดตัวอย่างหนัก จนนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาทและไทยต้องกู้เงิน IMF อีกครั้งในเดือนสิงหาคม 2540


ราหูเข้าภพอริดวงเมือง ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นเสมอคือ “การเงิน-การคลังของภาครัฐ” และ “หนี้สินของประเทศ” เมื่อครบวัฏจักรคราสและวงรอบราหู มีโอกาสสูงที่ปัญหาเหล่านี้จะระเบิดขึ้นอีกครั้ง


เมื่อนำวงรอบราหูประกบกับวงรอบ 30 ปีของดาวเสาร์ (Saturn Return) ในยุคที่ 8 อันเป็นยุค “ธุรกิจคุมการเมือง” และนโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ เราอาจสรุปได้ว่า ฟองสบู่หนี้สินในภาครัฐและครัวเรือน คือ “จุดตาย” ของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้


ต้มยำกุ้งภาค 2 จะเลี่ยงได้หรือไม่ ? อีกไม่นาน เราทุกคนจะได้รู้คำตอบ


-------------------------
หมายเหตุ : ในงานสัมมนา “นักเศรษฐศาสตร์ปะทะโหราจารย์” โดยนสพ.กรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 17 มกราคม 2557 ผู้เขียนได้ทำนายวิกฤติต้มยำกุ้ง 2 เอาไว้ อ่านรายละเอียดได้ที่ http://thaipublica.org/2014/01/thailand-economic-forecast/