อันเนื่องมาจากเรื่อง ความสุข และ ความทุกข์ยาก

อันเนื่องมาจากเรื่อง ความสุข และ ความทุกข์ยาก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมน์นี้ได้ชี้แจงเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดความทุกข์ยาก(Misery Index)ซึ่งเกิดจากการนำอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อมารวมกัน

หลังสำนักข่าวบลูมเบิร์กคำนวณดัชนีปีนี้ของ 50 ประเทศ และกลุ่มผู้ใช้เงินสกุลยูโร สื่อนำ 15 ประเทศที่ดัชนีชี้ว่ามีความทุกข์ยากต่ำสุดมาเรียงจากต่ำไปถึงสูงแล้วสรุปว่ามีอันดับความสุขทางเศรษฐกิจสูงสุดลงไป ทั้งที่ “ความสุขทางเศรษฐกิจ” ไม่มีอยู่ในตำราวิชาเศรษฐศาสตร์ การสรุปของสื่อเช่นนั้นอาจถูกนำไปทำการตลาดแบบมักง่ายได้ อาทิเช่น ดัชนีชี้ว่าเมืองไทยมีความทุกข์ยากต่ำสุดซึ่งถูกคนไทยนำไปขยายว่าเมืองไทยมีความสุขสูงสุดในโลก


รายงานที่ถูกนำมาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นเพียงหนึ่งในสองของรายงานที่มาจากดัชนีของบลูมเบิร์ก สื่อไทยมิได้ให้ความสำคัญแก่รายงานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งจัดลำดับความทุกข์ยากจากสูงสุดไปต่ำสุดซึ่งสะท้อนแนวคิดพื้นฐานของการใช้ดัชนีที่อาร์เธอร์ โอกุน คิดขึ้น ยิ่งกว่านั้น รายงานในสื่อไทยยังมิได้ให้ความสำคัญแก่ดัชนีทั้งชุดพร้อมกับลำดับรายได้ต่อคนของแต่ละประเทศที่มีอยู่ในรายงานอีกด้วย ตัวเลขกลุ่มนี้ชี้ว่าในบรรดา 50 ประเทศ ไทยอยู่ลำดับที่ 44 นอร์เวย์อยู่ลำดับที่ 1 ฟิลิปปินส์อยู่ลำดับที่ 51 และเวเนซุเอลาซึ่งดัชนีชี้ว่ามีความทุกข์ยากสูงสุดอยู่ลำดับที่ 42


เนื่องจากโดยทั่วไป ประชาชนของประเทศที่มีรายได้ต่อคนสูงมักเข้าถึงปัจจัยสำหรับดำรงชีวิตได้ครบถ้วนกว่าของประเทศที่มีรายได้ต่ำ ถ้าเรานำตัวเลขชี้ลำดับนี้มาบวกกับดัชนีที่บลูมเบิร์กคำนวณไว้ เราจะได้ดัชนีที่สะท้อนรายได้ในเชิงเปรียบเทียบด้วย ผลที่ออกมาชี้ว่า สวิตเซอร์แลนด์มีความทุกข์ยากต่ำสุด ตามด้วย นอร์เวย์และสหรัฐ ส่วนไทยเปลี่ยนไปอยู่อันดับที่ 14 ซึ่งมีความทุกข์ยากสูงกว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์และมาเลเซียแต่ต่ำกว่าจีนและฟิลิปปินส์ เนื่องจากดัชนีที่อาร์เธอร์ โอกุนคิดขึ้นถูกตำหนิว่าตื้นเกินไปและไม่สะท้อนลำดับความทุกข์ยากที่แท้จริง โรเบิร์ต บาร์โร จึงนำมาปรับปรุงโดยเพิ่มอัตราดอกเบี้ยและความแตกต่างของการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับแนวโน้มเข้าไปและมีผู้นำแนวคิดนั้นไปคำนวณดัชนีของปี 2556 สำหรับ 89 ประเทศ ในกรณีนี้ ญี่ปุ่นมีลำดับความทุกข์ยากต่ำสุด ตามด้วยไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้และไทย สิ่งที่น่าสังเกตคือ ไม่ว่าจะคำนวณแบบไหน ดัชนีชี้ว่าเวเนซุเอลามีความทุกข์ยากสูงสุด


เวเนซุเอลาเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาเป็นเวลานาน คอลัมน์นี้จึงนำเรื่องราวของเวเนซุเอลามาเสนอหลายครั้ง ทั้งที่มีน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติสารพัดและอยู่ใกล้ตลาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่เวเนซุเอลากลับตกอยู่ในสภาพยิ่งพัฒนายิ่งจนเพราะรายได้มหาศาลจากการขายน้ำมันนำไปสู่ทั้งความฉ้อฉลและการใช้นโยบายผิด ๆ ติดต่อกันมานาน (รายละเอียดอาจหาได้ในหนังสือชื่อ “เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน” ซึ่งอาจดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com) ในช่วงนี้ เวเนซุเอลาขาดแคลนแสนสาหัสสารพัดอย่างรวมทั้งอาหารส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปถึงใกล้ 80% และตลาดมืดแพร่ขยายไปทั่ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาขออำนาจพิเศษจากรัฐสภาเพื่อให้ตนสามารถออกกฤษฎีกาต่อต้านรัฐบาลสหรัฐได้โดยอ้างว่าสหรัฐเป็นต้นตอของปัญหา


การโทษสหรัฐเป็นวิธีหนึ่งซึ่งนักการเมืองของเวเนซุเอลาและของประเทศในละตินอเมริกามักนำมาใช้ในยามที่ประเทศของตนมีปัญหาสาหัส ครั้งนี้ก็เช่นกัน ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน นักคิดชาวละตินอเมริกัน 3 คนอดรนทนไม่ไหวจึงเขียนหนังสือออกมาเตือนสติชาวละตินอเมริกันว่า ต้นตอของปัญหามิได้มาจากสหรัฐ หากมาจากตนเอง หนังสือได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อ Guide to the Perfect Latin American Idiot (แนะนำละตินอเมริกันไร้ปัญญา) ซึ่งมีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา ต้นตอของปัญหาในละตินอเมริกาไม่ต่างกับของประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ นั่นคือ ความฉ้อฉล ชิลีและอุรุกวัยเป็นประเทศละตินอเมริกันที่ปราบความฉ้อฉลได้ดีกว่าประเทศในละตินอเมริกาทั้งหลาย (ประธานาธิบดีอุรุกวัยได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่ยากจนที่สุดในโลก) โดยทั่วไปจึงมีปัญหาน้อยกว่าประเทศอื่น ส่วนบราซิลนั้น ทันทีที่พบว่ามีนำมันมากมาย ความฉ้อฉลดูจะเลวร้ายเพิ่มขึ้นดังที่คอลัมน์นี้ได้พูดถึงแล้ว


ตอนนี้คนไทยหลายกลุ่มเห็นต่างกันเรื่องน้ำมันดิบในประเทศมีเท่าไร บางกลุ่มเชื่อว่าภาคพลังงานมีความฉ้อฉลสูงมากและมองว่าสหรัฐเป็นตัวเจ้าปัญหา ประสบการณ์จากละตินอเมริกาชี้บ่งว่า การมีน้ำมันมากเป็นปัญหาถ้าเจ้าของมีความฉ้อฉลสูง ด้วยเหตุนี้ ประเด็นที่ควรจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกควรเป็นการช่วยกันทำให้ภาคพลังงานไร้ความฉ้อฉลมากกว่าที่จะมากังวลเรื่องสหรัฐและเสียเวลาถกเถียงกันว่าน้ำมันในเขตประเทศไทยมีเท่าไรแบบไม่รู้จบ