โครงสร้างพื้นฐานใน CLM เพื่อรองรับการลงทุน (1)

โครงสร้างพื้นฐานใน CLM เพื่อรองรับการลงทุน (1)

บทความนี้นำเสนอสถานการณ์โดยสรุปด้านโครงสร้างพื้นฐานในเมืองหลักของประเทศกัมพูชา พม่า และลาวที่นักลงทุนไทยสนใจจะเข้าไปลงทุน

ภายหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) อย่างเต็มรูปแบบในปลายปี พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ AEC มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อนำกลุ่มประเทศอาเซียนไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน ซึ่งได้มีข้อตกลงร่วมให้มีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีใน 5 สาขา คือ สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือและเงินทุน ในส่วนของการเปิดเสรีด้านเงินทุน จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายฐานการผลิตหรือย้ายการผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน โดยประเทศกัมพูชา พม่าและลาวนั้นเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ติดต่อกับไทย มีทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานเพียงพอ จึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยมาก


ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จในการลงทุนคือ การเลือกที่ตั้งที่เหมาะสมต่ออุตสาหกรรมนั้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยโดยทั่วไปจะพิจารณาจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ความใกล้ไกลจากแหล่งวัตถุดิบ การหาแรงงาน กฎระเบียบในพื้นที่นั้น เครือข่ายอุตสาหกรรมในพื้นที่ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป สำหรับการลงทุนย้ายฐานการผลิตไปตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ นั้น ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญมากคือการที่โครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการคมนาคมขนส่ง (ถนน, รถไฟ, ท่าเรือ, ท่าอากาศยาน) การติดต่อสื่อสาร (สัญญาณโทรศัพท์, อินเทอร์เน็ต) การสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (ไฟฟ้า, น้ำประปา) ของประเทศเหล่านั้นมีระดับการพัฒนาที่ต่ำกว่าไทย


โดยพบว่าโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นหลายอย่างไม่พร้อมต่อการประกอบธุรกิจ โดยอาจจะมีแล้วเป็นบางส่วนแต่ยังไม่ครบสมบูรณ์ไม่สามารถประกอบกิจการได้จริง เช่น ถนนที่มีอยู่ไม่พอเพียง หรือเป็นลูกรัง ไม่สามารถผ่านได้ในช่วงฤดูฝนจนไม่สามารถส่งวัตถุดิบเข้าไปหรือส่งสินค้าออกท่าเรือได้โดยสะดวก ระบบไฟฟ้า โทรคมนาคมและน้ำใช้ที่ไม่มีคุณภาพและความแน่นอน ข้อมูลพื้นฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละพื้นที่เหล่านี้ยังกระจัดกระจาย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็กจึงขาดข้อมูลในการตัดสินใจ บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนการเชื่อมโยงการขนส่งจากพื้นที่เหล่านั้นมายังตลาดหรือท่าเรือเพื่อกระจายสินค้า เพื่อให้นักลงทุนไทยใช้ประกอบการตัดสินใจศึกษาในรายละเอียดต่อไป


จากการสอบถามนักลงทุนไทย พบว่านักลงทุนไทยให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ 10 พื้นที่เหล่านี้ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลักหากจะมีการขยายกิจการหรือเชื่อมโยงการผลิตสินค้า ประกอบไปด้วย เกาะกงและสีหนุวิลล์ ปอยเปตและศรีโสภณ พนมเปญในกัมพูชา ทวาย ย่างกุ้งและเมียวดี ในสหภาพพม่า และเวียงจันทน์ สะหวันนะเขต บ่อแก้วและปากเซในสปป.ลาว ดังแสดงในรูปที่ 1 ข้อมูลโดยสรุปของแต่ละพื้นที่มีดังนี้


1) เกาะกงและสีหนุวิลล์ (C1) ตั้งห่างจาก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกง ซึ่งปัจจุบันมีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์, ผลิตสายไฟรถยนต์, ผลิตลูกวอลเลย์ และผลิตเสื้อกีฬาดำเนินการแล้ว พื้นที่นี้ยังมีปัญหาไฟฟ้าดับบ่อย ส่วนสีหนุวิลล์ห่างออกไปจากเกาะกง 227 กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข 48 มีเขตเศรษฐกิจพิเศษท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์อยู่ติดกับท่าเรือน้ำลึกและสถานีรถไฟสีหนุวิลล์ แต่มีอุปสรรคในการขนส่งที่รถบรรทุกใหญ่ไม่สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ เพราะมีโค้งอันตรายระหว่างทาง จึงต้องเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกเล็กแทน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ในบริเวณนี้ยังมีแผนเปิดด่านชายแดนเพิ่มอีก 2 แห่ง ได้แก่ บ้านท่าเส้น อ.เมืองตราด-บ้านทมอดา จ.โพธิสัต และบ้านมะม่วง อ.บ่อไร่ จ.พระตะบอง


2) ปอยเปตและศรีโสภณ (C2) ตั้งอยู่ใน จ.บัณเตียเมียนเจย ติดกับ จ.สระแก้ว ผ่านทางด่านชายแดนอรัญประเทศ เส้นทางการคมนาคมค่อนข้างสะดวก มีเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต-โอเนียง และเขตเศรษฐกิจพิเศษศรีโสภณ พบว่ามีนักลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยเข้าไปลงทุนบ้างแล้ว แต่ไฟฟ้าและประปายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เวียงจันทน์ตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนไทยแม้จะไม่ใกล้ท่าเรือแต่ก็สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าผ่านรถบรรทุกหรือรถไฟไปยังท่าเรือแหลมฉบังได้โดยสะดวก


3) กรุงพนมเปญ (C3) มีแหล่งอุตสาหกรรมจำนวนมาก เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า อาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ สินค้าอุปโภคและบริโภค เป็นต้น มีถนนหลัก 7 สายเชื่อมโยงไปยังจังหวัดต่างๆ โดยเส้นทางส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการปรับปรุงจาก 2 เป็น 4 ช่องทาง มีเส้นทางรถไฟ ท่าอากาศยานนานาชาติ ท่าเรือแห่งที่ 2 ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีความพร้อมด้านระบบสื่อสาร ไฟฟ้า และประปาดี แต่ราคาต่อหน่วยยังค่อนข้างแพง


4) ทวาย (M1) ในปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมท่าเรือน้ำลึกทวายกำลังอยู่ในแผนพัฒนาพื้นที่ประมาณ 204 ตารางกิโลเมตร โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ถึง ปีพ.ศ. 2563 มีการเตรียมความพร้อมระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา และการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมโยงจาก บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี มายังนิคมอุตสาหกรรมทวาย มีแผนยกระดับเป็นท่าอากาศ-ยานนานาชาติ และสถานีรถไฟที่คาดว่าจะปรับปรุงให้สามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางรถไฟในไทยบริเวณ จ.กาญจนบุรีด้วย ทั้งนี้ โครงการยังมีความไม่แน่นอนอันเนื่องจากการเจรจาระหว่างรัฐบาลพม่าและเอกชนญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่การพัฒนาสาธารณูปโภคและเส้นทางเชื่อมโยงชายแดนไทยก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ


โปรดติดตามตอนต่อไป