“ของขวัญ” วันเกิดนายกรัฐมนตรี

“ของขวัญ” วันเกิดนายกรัฐมนตรี

ทราบกันทั่วไปแล้วว่าวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม ที่จะถึงนี้ คือ วันคล้ายวันเกิดท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ที่ท่านแถลงตอบผู้สื่อข่าวที่ถามถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันดังกล่าวในทำนองว่า ท่านจะใช้เวลาเป็นส่วนตัวในบ้านพักภายในกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ แต่ถึงกระนั้นก็คาดเดาได้ว่าด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ก็น่าจะมีคนนำดอกไม้สิ่งของเพื่อแสดงมุทิตาจิตและอำนวยพรแด่ท่านกันพอสมควร


ถ้าจะถามว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีอยากได้มากที่สุดในขณะนี้คืออะไร คำตอบที่จะเขียนไปล้วนเป็นเรื่องคาดเดา ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ความต้องการที่แท้จริงของท่านได้ แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาจากการให้สัมภาษณ์และการแถลงผ่านในรายการคืนความสุขให้ประชาชนในระยะเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เห็นตรงกันคือ ความปรารถนาให้บ้านเมืองสามารถผ่านปัญหาที่หมักหมมและเป็นเรื่องที่บั่นทอนความสามัคคีกลมเกลียวในชาติให้ผ่านพ้นไป ซึ่งน่าจะตรงกับใจหรือความปรารถนาของประชาชนพลเมืองทุกคนที่อยากเห็นความเจริญผาสุกเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้เช่นกัน


ผมเองโดยส่วนตัวได้มีโอกาสพบเห็นท่านนายกรัฐมนตรีอยู่บ่อยครั้ง มาตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นนายทหารชั้นพันเอกพิเศษที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาเหตุก็เพราะท่านเป็นตัวอย่างของผู้ที่มีความเสมอต้นเสมอปลายที่บอกได้จากการแวะเวียนมารับภรรยาของท่าน คือ ท่านอาจารย์น้อง หรือ รองศาสตราจารย์ ดร. นราพร ที่เคยรับราชการอยู่ ณ สถาบันภาษาซึ่งมีที่ตั้งชิดติดกับคณะรัฐศาสตร์ ที่ผมเป็นอาจารย์และเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของอาจารย์น้องเมื่อกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา และเมื่อได้ฟังท่านพูดถึงภรรยาของท่านในงานเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมาว่า “ท่านมีอาจารย์น้องเป็นคู่ชีวิตที่ได้ฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ ร่วมกันมา” และมีอีกหลายวาระโอกาสที่พวกเราอาจหาฟังและรับชมได้จากคลิปวีดีโอทางอินเทอร์เน็ตในการกล่าวถึงท่านอาจารย์น้องอย่างชื่นชม แม้จะมีทีเล่นทีจริงอยู่ไม่น้อย ก็น่าจะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงได้ของขวัญส่วนตัวที่อยากได้ดังต้องการอยู่แล้ว แต่ของขวัญอีกส่วนในฐานะผู้นำประเทศ ซึ่งเป็นของขวัญที่ท่านนายกรัฐมนตรีอยากได้ เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องส่งผลถึงคนในประเทศนี้ทุกคน ถ้าเดาไม่ผิด คือ ความสัมฤทธิผลในการบริหารราชการแผ่นดินนับจากวันที่ท่านเข้ามาอยู่ในตำแหน่งสำคัญถึงวันที่ท่านจะคืนอำนาจกลับสู่ประชาชนเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว


วันนี้สิ่งที่ปรากฏเป็นข่าวที่อาจสร้างความไม่สบายใจทั้งต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรี และอาจรวมถึงคนส่วนใหญ่ในชาติ คือ ภาพของความแตกแยกไม่ลงรอยกัน ในแนวคิดวิธีการที่เกิดขึ้นจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งทางการเมือง ทั้งภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และ กลุ่มภาคพลเมืองทั้งหลายที่แสดงออกทั้งการวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ทั้งการติชมผลงานการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องที่เป็นผลผลิตของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ปรากฏตามสื่อและการพูดคุยสนทนาอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการและเวทีสัมมนาทั้งที่ชอบด้วยกฎหมายและที่ยังพ้นเงื้อมมือกฎหมาย เช่น ในโลกเสมือนจริงอย่างโซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ที่ตั้งขึ้นในต่างประเทศหรือในแหล่งที่อำนาจหน้าที่ของทางราชการยังคงติดตามค้นหากันอยู่


ต้องยอมรับความจริงว่า ประเด็นร้อนในทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะตามพันธสัญญาที่ทาง คสช. โดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจเต็มที่จะใช้ในการบังคับให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของ คสช. ได้ในทุกกรณี แม้ว่าอาจยังไม่ลงดาบหรือใช้อำนาจดังกล่าวอย่างชัดเจนในเวลานี้ แต่เหมือนว่า ข้อขัดแย้ง และ ความไม่ลงรอยทางการเมืองที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์และปัญหาต่างๆ ในสังคม อาจเป็น “แรงจูงใจ” เหนี่ยวนำให้เกิดการใช้อำนาจที่ว่าตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ได้เมื่อจำเป็น


เสียงเรียกร้องในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงหลายมาตราในร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างกำหนดขึ้นแล้วหลายฝ่ายแลดูเป็นการก่อเกิดปัญหาความขัดแย้ง หรือ ส่อไปในทางเป็นชนวนให้เกิดสิ่งไม่พึงประสงค์ในอนาคตล้วนแล้วแต่เป็น “เชื้อไฟ” ให้เกิดการติฉินนินทาและขยายผลโดยฝ่ายตรงข้ามกับอำนาจรัฐในปัจจุบัน ดังปรากฏให้เห็นในความพยายามขับเคลื่อนมวลชน และการสร้างสถานการณ์ต่างๆ จากฝ่ายผู้ไม่ประสงค์เห็นการเปลี่ยนแปลงในการปฏิรูปในครั้งนี้อยู่เป็นระยะๆ


ส่วนตัวของผมในฐานะ “สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ” ด้านการเมือง และยังไปมีส่วนเป็นกรรมาธิการในเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอให้ข้อมูลที่ถูกต้องที่อาจขอถือเป็น “ของขวัญวันเกิดสำหรับท่านนายกรัฐมนตรี” ว่า การปฏิบัติหน้าที่ตลอดห้วงระยะเวลาสี่ถึงห้าเดือนเต็มที่ผ่านมาของสมาชิกสภาปฏิรูปฯ มีความตั้งใจและปรารถนาจะสร้างสิ่งที่ดีกว่าเดิมและเปลี่ยนแปลงสังคมนี้อย่างสร้างสรรค์ ความแตกต่างทางความคิดวิธีการเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และน่าจะมีอยู่ต่อไป


ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ผมมีความมั่นใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีการร่างขึ้นจะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูป ไม่ใช่เพราะมีใครมาบีบบังคับ แต่เป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการมีส่วนร่วมของบรรดาสมาชิกสภาปฏิรูปและภาคประชาชนโดยส่งผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 ท่าน ส่วนจะต้องทำประชามติหรือไม่เป็นเรื่องซาวเสียงดูในระยะหลังเหมือนจะมีความเป็นไปได้มาก จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะสบายใจได้ในวันคล้ายวันเกิดนี้ว่า “แม่น้ำทั้งห้าสาย” จะสามารถหลอมรวมความคิด สร้างกลไกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดียิ่งขึ้น เสมือนลำน้ำสายหลักสู่สังคมหรือเข้าถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ตามเส้นทางแผนที่เดินทาง (road map) ที่ท่านวางไว้อย่างแน่นอน