จากรับจ้าง สู่การผลิตสินค้าตัวเอง

จากรับจ้าง สู่การผลิตสินค้าตัวเอง

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่การพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย เป็นไปในลักษณะของการเพิ่มมูลค่า (Value Added)

ในกระบวนการผลิตมากกว่าการสร้างคุณค่า (Value Creation) โดยอาศัยความได้เปรียบทั้งในเรื่องของการเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ ในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และความได้เปรียบในด้านแรงงานที่มีค่าจ้างในอัตราที่ต่ำ จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัทชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือประเทศญี่ปุ่น ทำให้ภาคการผลิตของไทยเติบโตมากขึ้นในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วน และการประกอบสินค้าสำเร็จรูปตามสั่ง สินค้าหลากหลาย อาทิ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนังและรองเท้า เครื่องประดับและอัญมณี เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนยานยนต์และรถยนต์ (ทั้งที่ผลิตขายภายในประเทศและส่งออก) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น โดยมีการปรับปรุงและพัฒนาความสามารถในการผลิต (Productivity) ดีขึ้นตามลำดับ

 

แต่ถึงแม้จะมีการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก แต่การปรับตัวของอุตสาหกรรมในประเทศไทยเพื่อนําไปสู่การสร้างคุณค่าที่สูงขึ้นยังมีน้อยมากเนื่องจากขาดการสั่งสมองค์ความรู้ขาดแคลนช่างเทคนิคและแรงงานฝีมือ เพื่อพัฒนาศักยภาพภายในให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้มา (Endogenous Efforts) ขาดการยกระดับห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) รวมถึงขาดการประสานความร่วมมือกัน (Synergy) ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดังนั้นประเทศไทยจึงจําเป็นต้องมีการปรับตัวจากการแข่งขันที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือค่าแรงต่ำและการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศเป็นหลักมาเป็นการสร้างคุณค่าในรูปแบบสินค้าแฟชั่น หรือสินค้านวัตกรรมองค์กรต่างๆของไทยจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทายความเสี่ยงโอกาสและอุปสรรคที่เกิดขึ้นและเพื่อเป็นการยกระดับการสร้างความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันระดับโลกต่อไป

 

อย่างไรก็ตามด้วยสภาวการณ์ทางด้านการค้าและการแข่งขันเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการเป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมของประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม การเปิดประเทศสู่การค้าโลกอย่างเต็มรูปแบบของจีน ประกอบกับต้นทุนการผลิตของไทยที่สูงขึ้นมากในทุกๆหมวด ส่งผลให้ความได้เปรียบในอดีตของไทยไม่ใช่แรงจูงใจอีกต่อไปในปัจจุบัน โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากที่ยังพึ่งพิงแรงงานไร้ฝีมือเป็นหลัก จำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มไม่มากและใช้เทคโนโลยีไม่สูงนัก ไปจัดตั้งโรงงานแห่งใหม่ในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วปรับโรงงานในไทยให้หันไปรับจ้างผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ยกระดับระบบการผลิตให้ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น

 

ดังนั้นผู้ประกอบการรับจ้างผลิตสินค้าทั่วไป จึงควรที่จะต้องปรับตัวไปสู่การผลิตที่มีการออกแบบและสร้างสรรค์ในรูปแบบเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ตอบโจทย์ตรงใจกับความต้องการลูกค้าและแนวโน้มตลาดในอนาคตให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สินค้าที่ผลิตมีความโดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง และสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจ โดยต้องขยับปรับตัวจาก OEM ไปสู่ ODM และไปให้ถึง OBM ให้ได้ในที่สุด

 

การผลิตสินค้าของธุรกิจโดยทั่วไป สามารถแบ่งออกได้เป็นลำดับขั้นของมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นได้ใน 3 รูปแบบ ดังนี้

 

    การรับจ้างผลิต (OEM : Original Equipment Manufacturer) คือผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับเจ้าของแบรนด์สินค้าต่างๆหรือตามแบบที่ลูกค้ากำหนดโดยอาศัยประสิทธิภาพการผลิตที่มีต้นทุนต่ำจากการมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้เป็นประโยชน์

 

    การผลิตตามรูปแบบของตนเอง (ODM : Original Design Manufacturer) คือผู้รับจ้างที่มีความสามารถทั้งการผลิตและออกแบบ โดยสามารถพัฒนารูปแบบสินค้าได้เองและนำแบบสินค้านั้นไปเสนอขายให้ลูกค้าที่มีแบรนด์แล้ว หรือเป็นการออกแบบร่วมกันกับเจ้าของแบรนด์อาจจะเป็นโรงงานที่พัฒนามาจากOEM หรือแยกตัวออกมาจาก OEM ก็มี ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ด้วยดีไซน์ซึ่งการออกแบบเหล่านี้มีทั้งที่เป็นExclusive คือออกแบบให้เฉพาะราย โดยมีการคิดค่าออกแบบที่แพง เพราะถือว่าลูกค้าเพียงรายเดียวจะได้ประโยชน์ไปอย่างเต็มที่หรือnon exclusiveคือให้สิทธิได้กับหลายรายในราคาค่าออกแบบที่ถูกลง

 

    การผลิตภายใต้รูปแบบและตราสินค้าของตนเอง (OBM : Original Brand Manufacturer) มีทั้งที่พัฒนาต่อยอดจาก OEM หรือ ODM และแบบที่โตมาจากการเป็น Technology Start-up Comany ก็มี ในขั้นนี้ธุรกิจจะมีความเข้มแข็งและไม่ต้องไปแข่งกับคู่แข่งอื่นด้วยสงครามราคา อีกทั้งยังไม่ต้องไปโหมผลิตและจำหน่ายในปริมาณที่มาก เพราะผู้ซื้อที่มีรายได้สูงจะตัดสินใจซื้อจากคุณภาพสินค้าและชื่อเสียงของแบรนด์นั้นๆเป็นหลัก ตราบใดที่ผู้ผลิตยังคงรักษาและพัฒนาความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้านั้นได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทั้งนี้การที่จะเป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับนั้น จำเป็นต้องทุ่มเทความรู้ ความสามารถ การลงทุน เทคโนโลยี การออกแบบ และความสามารถในการตลาดอย่างเข้มข้น

 

จะเห็นได้ว่าผู้ผลิตที่เป็น OEM จะมีจำนวนมากที่สุดทั่วโลกมากกว่าร้อยละ 80 ในขณะที่ ODM อาจจะมีเกือบร้อยละ 20 และมีจำนวนน้อยมากที่เป็น OBM สำหรับประเทศไทยถึงเวลาและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เน้นการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและตลาดเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการผลิตสินค้ารูปแบบเดียวในจำนวนมาก สำหรับธุรกิจที่ก้าวถึงระดับ ODM แล้ว อาจจะลองขยับปรับตัวไปสู่การสร้างแบรนด์เพื่อให้เป็น OBM อย่างเต็มตัวในที่สุด

 

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทยต่างปรับตัวไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และนวัตกรรม ที่มีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้มากขึ้น จึงไม่อาจมองตลาดในมุมมองแคบๆอีกต่อไป จำเป็นที่จะต้องมองว่าจะออกแบบ ผลิต และจำหน่วยสินค้านั้นๆ ขายออกไปในตลาดโลกให้ได้ เพราะด้วยโลกการค้าเสรีที่ไม่มีพรมแดน และไม่มีกำแพงกีดกันทางภาษีนี้ ความสามารถในการที่จะผลิตสินค้าตัวหนึ่งที่มีมาตรฐานสากล แต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบและความสามารถให้สอดรับกับตลาดในภูมิภาคต่างๆได้จึงจะถือว่ามีความได้เปรียบในการแข่งขัน  หน่วยงานภาครัฐก็ตื่นตัวอย่างมาก จากการประกาศนโยบายและทิศทางสู่เศรษฐกิจดิจิตัล และความร่วมมือข้ามกระทรวงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ หรือแม้แต่กระทรวงการคลัง จึงเชื่อว่าไทยจะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบ/ค่าแรงสูงขึ้นการแข่งขันสินค้าราคาถูกจากจีน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น ไปได้อย่างแน่นอน