อุตฯโทรคมไทยหมดยุคแข่งเดือด 2 ค่ายโกยรายได้-กำไรพุ่งปิดปี 68

อุตฯโทรคมไทยหมดยุคแข่งเดือด 2 ค่ายโกยรายได้-กำไรพุ่งปิดปี 68

หลังการควบรวม “ดีแทค–ทรู” ตลาดมือถือไทยเปลี่ยนสู่ยุค Duopoly เหลือผู้เล่นหลักเพียง AIS และ TRUE จากเดิมที่มีการแข่งขันเข้มข้นทั้งราคาและโปรโมชัน วันนี้การแข่งขันค่อยๆ ลดลง จนตลาดอยู่ในภาวะนิ่งและจืดชืด

KEY

POINTS

  • การควบรวมทรู-ดีแทคได้เปลี่ยนโครงสร้างตลาดสู่ยุคผูกขาดโดยผู้เล่น 2 ราย (Duopoly) คือ AIS และ TRUE ทำให้การแข่งขันด้านราคาที่เคยดุเดือดสิ้นสุดลง
  • ผู้ประกอบการทั้งสองค่ายมีผลประกอบการทางการเงินที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรเพิ่มขึ้นและต้นทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังการแข่งขันลดน้อยลง
  • ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 สะท้อนการเติบโตชัดเจน โดย True มีกำไรสุทธิ 1.6 พันล้านบาท และ AIS มีกำไรสุทธิสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท
  • ผู้บริโภคได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแข่งขันที่ลดลง ทำให้มีทางเลือกน้อยลง แพ็กเกจบริการมีราคาใกล้เคียงกัน และอำนาจต่อรองในการย้ายค่ายหมดความหมาย
  • สภาผู้บริโภคชี้ว่ามาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ กสทช. กำหนดไว้หลังการควบรวม ไม่ได้ถูกบังคับใช้จริง ทำให้กลไกการกำกับดูแลไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจตลาดได้

หลังการควบรวมกิจการระหว่าง “ดีแทค” และ “ทรู” เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ โครงสร้างตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือยุคของ Duopoly หรือการผูกขาดโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียงสองราย ได้แก่ เอไอเอส (AIS) และ ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corporation) จากเดิมที่ตลาดเคยมีผู้เล่นสามราย แข่งขันกันทั้งด้านราคา โปรโมชัน และคุณภาพเครือข่าย วันนี้ภาพการแข่งขันเหล่านั้นค่อยๆ เลือนหาย เหลือเพียงตลาดที่ “นิ่ง สงบ และจืดชืด” ราวกับน้ำเปล่า 

ในมุมของผู้บริโภค โครงสร้างตลาดแบบ Duopoly แทบไม่ต้องอธิบายให้ซับซ้อน ทางเลือกน้อยลง แพ็กเกจค่าบริการมีโครงสร้างคล้ายกัน การแข่งขันเชิงราคาแทบไม่ปรากฏ และการย้ายค่ายซึ่งเคยเป็นอาวุธต่อรองสำคัญในอดีต ก็หมดความหมายลง เพราะไม่ว่าจะเลือกฝั่งใด ก็อยู่ในสนามเดียวกัน ภายใต้ผู้เล่นที่รู้ใจกันเป็นอย่างดี

ตรงกันข้าม หากมองจากฝั่งผู้ประกอบการ ตลาดมือถือไทยหลังควบรวมกลับเข้าสู่ “ขาขึ้นเชิงโครงสร้าง” อย่างชัดเจน ตัวเลขทางการเงินของทั้งสองค่ายสะท้อนภาพเดียวกัน คือ กำไรเพิ่ม ต้นทุนลด และวินัยทางการเงินแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ “ผลลัพธ์จากการควบรวม” ไตรมาส 3/2568 บริษัทมีกำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT) 1.6 พันล้านบาท และหากไม่รวมรายการพิเศษแบบ one-time non-cash กว่า 3 พันล้านบาท จะมีกำไรสุทธิปรับปรุง (Normalized Net Profit) สูงถึง 4.6 พันล้านบาท EBITDA อยู่ที่ 27,000 ล้านบาท เติบโต 7.9% ทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการสูงถึง 65.3%

แม้รายได้จากการให้บริการ (ไม่รวมค่า IC) จะอยู่ที่ 41,300 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.6% YoY แต่เพิ่มขึ้น 0.5% QoQ ขณะที่รายได้รวมลดลง 7.1% YoY จากการสิ้นสุดสัญญาใช้คลื่นร่วมกับ NT อย่างไรก็ตาม การลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงถึง 21.6% YoY ทั้งต้นทุนโครงข่ายและค่าใช้จ่าย SG&A ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 4.2 เท่า

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ทรูมีกำไรสุทธิรวม 5.2 พันล้านบาท และประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 6.6 พันล้านบาท หรือ 0.19 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลสูงถึง 125%

ซึ่งตัวเลขได้สะท้อนความมั่นใจในฐานะทางการเงินหลังควบรวมอย่างชัดเจน แม้จำนวนผู้ใช้บริการมือถือจะลดลงเหลือ 46.9 ล้านเลขหมาย แต่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านและ 5G ยังเติบโตต่อเนื่อง

ฝั่ง เอไอเอส ก็ยืนอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน ไตรมาส 3/2568 มีรายได้รวม 54,362 ล้านบาท และกำไรสุทธิสูงถึง 12,039 ล้านบาท ผู้ใช้บริการมือถือรวม 46.3 ล้านเลขหมาย โดยมีผู้ใช้ 5G ถึง 15.8 ล้านเลขหมาย เติบโต 36% จากปีก่อน ครอบคลุมพื้นที่ประชากรมากกว่า 95% พร้อมเดินหน้าลงทุนเทคโนโลยีใหม่ เปิดใช้คลื่น 2100 MHz และเทคโนโลยี Super Block เพิ่มความเร็วสูงสุดเป็นสองเท่า

ตัวเลขทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งอย่างชัดเจนว่า ตลาดมือถือไทยในยุค Duopoly เป็นตลาดที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการ แต่แทบไม่เหลือพื้นที่ให้การแข่งขันเพื่อผู้บริโภค

เสียงจากสภาผู้บริโภค: มาตรการคุ้มครองที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นจริง”

สภาผู้บริโภคสะท้อนว่า นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2565 ที่คณะกรรมการ กสทช. มีมติ “รับทราบ” การควบรวมทรู–ดีแทคโดยอ้างว่าจะออกมาตรการพิเศษเพื่อป้องกันผลกระทบและคุ้มครองผู้บริโภค เวลาผ่านมากว่า 3 ปี ผู้บริโภคกลับเผชิญความจริงตรงกันข้าม ทั้ง ทางเลือกที่ลดลง การผูกขาด ค่าบริการที่สูงขึ้น และคุณภาพสัญญาณที่ชะลอตัวลง

สภาผู้บริโภคระบุว่า มาตรการพิเศษ 5 ด้านที่ กสทช. กำหนดไว้ภายหลังการควบรวม ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีการบังคับใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 12% การแยกราคาค่าบริการ (Unbundle) ให้ผู้บริโภคเลือกได้ หรือการเปิดโครงข่ายให้ผู้ให้บริการเครือข่ายเสมือน (MVNO) ใช้งานในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20%

ในด้านคุณภาพบริการ แม้ กสทช. จะกำหนดห้ามลดจำนวนสถานีฐาน และต้องรักษามาตรฐานความเร็ว รวมถึงกำหนดเป้าหมายความครอบคลุม 5G แต่ในทางปฏิบัติกลับพบข้อร้องเรียนเรื่องความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ลดลงในหลายพื้นที่ ขณะที่มาตรการด้านนวัตกรรมและแพ็กเกจราคาพิเศษสำหรับผู้มีรายได้น้อย ก็ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ กสทช. จะมีอำนาจกำกับ ติดตาม และลงโทษ รวมถึงเพิกถอนใบอนุญาตหากพบการละเมิด แต่จากการติดตามของสภาผู้บริโภคและการตรวจสอบของสื่อ กลับไม่พบการใช้มาตรการดังกล่าวอย่างจริงจัง สะท้อน ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแลโทรคมนาคมไทย ที่หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถบังคับใช้กติกาที่ตนเองกำหนดไว้ได้

ตลาดนิ่ง กำไรพุ่ง ผู้บริโภคถอยหลัง

ในวันที่ Duopoly กลายเป็น “ความปกติใหม่” ของตลาดมือถือไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AIS หรือ TRUE แข็งแกร่งเพียงใด แต่คือ ใครจะเป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจในตลาดที่โครงสร้างถูกล็อกไว้แล้ว และบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลจะยังมีความหมายเพียงใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากตลาดยังคงนิ่ง กำไรยังคงไหลขึ้น แต่ผู้บริโภคกลับได้จ่ายแพงขึ้นและเลือกได้น้อยลง ผู้ชนะที่แท้จริงของการควบรวมครั้งประวัติศาสตร์นี้ อาจไม่ใช่ประชาชนเลยตั้งแต่ต้น