ระวังอย่าเพิ่มความขัดแย้ง

ระวังอย่าเพิ่มความขัดแย้ง

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งกำลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น

 โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวอย่างมากในการเมืองไทยคือที่มาของนายกรัฐมนตรี และที่มาของสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) หากฟังเหตุผลของกรรมาธิการฯ อ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ในเรื่องของนายกรัฐมนตรี ที่เกิดวิกฤติแล้วไม่สามารถหานายกรัฐมนตรี “คนกลาง” หรือเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่เพื่อมาบริหารประเทศได้ ส่วนกรณีของส.ว.ได้ก็เพื่อแก้ปัญหา“สภาผัว-เมีย” โดยหวังว่าจะได้ส.ว.ที่มีคุณภาพมาทำหน้าที่อย่างแท้จริงและป้องกันไม่ให้ส.ว. เป็นประหนึ่งว่าเป็นสมาชิกสภาผู่แทนราษฎร (ส.ส.) อีกสภาหนึ่งที่เป็นตัวแทนของกลุ่มการเมือง

ยิ่งกว่านั้นคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ยังมีมติให้มีสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศต่อไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว โดยเสียงวิจารณ์มุ่งไปที่การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารหรือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ซึ่งก็คือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)นั่งเอง เพราะแน่นอนว่าหากมีการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปก็ย่อมมีผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันเป็นอยู่ด้วย โดยอ้างเหตุผลความต่อเนื่องของการปฏิรูปประเทศ เพื่อไม่ให้ “เสียของ”เหมือนที่เกิดขึ้นในการรัฐประหารครั้งก่อนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเลยในสังคมไทย

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองในอดีต จะเห็นว่าวิธีการที่คณะรัฐประหารปัจจุบันนั้น แทบไม่มีความแตกต่างกันมากนักในสาระสำคัญ ซึ่งในอดีตภายหลังการรัฐประหารจะมีการเขียนรัฐธรรมนูญให้มีการแต่งตั้งของตำแหน่งที่มีบทบาททางการเมืองดำรงอยู่ต่อไป อาทิ กำหนดให้ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง จากนั้นก็กำหนดลดสัดส่วนลง นัยว่าเป็นการประคับประคองระบอบประชาธิปไตยของไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ เช่นเดียวกับกรณีนี้ ที่มีการแต่งตั่้งโดยอ้างว่าเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศ อย่างน้อยก็จะมีกฎหมายหรือกติกาใหม่ออกมาหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่

จากวิธีคิดและมาตรการในความพยายามแก้ปัญหาประชาธิปไตยของไทย อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีอะไรใหม่เลยในการแก้ปัญหา เพียงแต่มีความแตกต่างกันตรงที่ประเด็นปัญหาแต่ละยุคแต่ละสมัยแตกต่างกันเท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่ารัฐธรรมนูญไทยไม่ได้มุ่งไปที่การสร้างกติกาถาวรในการปกครองประเทศ แต่มุ่งไปที่การแก้ปัญหาทางการเมืองเฉพาะหน้า ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักที่เราจะมีรัฐธรรมนูญกันหลายฉบับและมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ในอีกความหมายหนึ่งก็ํคือรัฐธรรมนูญเป็นสนามการช่วงชิงอำนาจและสะท้อนให้เห็นใครมีอำนาจในขณะยกร่างรัฐธรรมนูญ

      แต่เราต้องไม่ลืมว่ากติกาทางการเมืองใหม่ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นในขณะนี้ มาจากความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ และที่ผ่านมา คสช.ก็ยังไม่สามารถลดกระแสความไม่พอใจและให้ทุกฝ่ายหันมายอมรับกับกติกาที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างกรณีล่าสุดการวางระเบิดที่ศาลอาญาและผู้ถูกกล่าวหายังระบุว่ามีการเตรียมวางแผนสำหรับการก่อเหตุในจุดอื่นของประเทศอีกด้วย เราเห็นว่าหากกติกาที่เกิดขึ้นใหม่นี้ไม่สามารถสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นได้ การเมืองไทยก็ยังเผชิญกับความเสี่ยงต่อไปที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายเหมือนในอดีต และดูเหมือนว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะดังขึ้นเรื่อยๆ