วัวก็ทำได้!

วัวก็ทำได้!

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คดีเศรษฐกิจสำคัญระดับโลกอีกคดีหนึ่ง ได้เดินทางมาถึงข้อยุติ

นั่นคือคดีที่รัฐบาลกลาง และอีก 19 รัฐในอเมริกา ได้ยื่นฟ้องบริษัทS&Pว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารMBS จนนำไปสู่“วิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์”อันรุนแรง เมื่อปี 2008 

ก่อนจะถึงปี 2008นั้น วานิชธนากรเก่งฉกาจ ได้ริเริ่มจัดโครงสร้างตราสารหนี้ที่เรียกว่า Mortgage-Backed Securitiesหรือ MBSเพื่อจำหน่ายให้แก่นักลงทุน โดยใช้กระแสเงินสดจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ซึ่งโดยทั่วไปก็เป็นเรื่องที่ทำได้ และทำกันมานานแล้วด้วย เพียงแต่ ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังบูมนั้น พวกเขาได้ออกแบบโครงสร้างของตราสารอย่างซับซ้อน พูดแบบเข้าใจง่ายๆ ไม่ต้องใช้ภาษาเทคนิคก็คือ สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพียงหลังเดียว แต่พวกเขานำไปออกตราสารหนี้หลายชุด ต่อเนื่องกันไป
ลักษณะดังกล่าว มีความเสี่ยงอย่างมากเพราะถ้าหากผู้กู้เงินซื้อบ้านไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ กระแสเงินสดที่จะนำมาชำระหนี้ ก็จะขาดช่วงตั้งแต่ต้นทาง แล้วก็จะลามปามต่อเนื่องไปกระทบนักลงทุนในตราสารชุดต่อๆไป จนถึงชุดสุดท้าย

แล้ววันดีคืนดี เรื่องที่น่ากลัวอย่างนี้ มันก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะสถาบันการเงินได้ปล่อยสินเชื่อบ้านไปอย่างไม่คำนึงถึงคุณภาพตั้งแต่แรกเริ่ม(ที่เรียกกันว่า Sub-Prime) เมื่อเศรษฐกิจส่งสัญญาณไม่ดี ผู้กู้จำนวนมาก ก็เริ่มขาดส่งเงินงวด แล้วทุกอย่างก็ทยอยกันพังครืนแบบโดมิโน่นักลงทุนทั่วโลกบาดเจ็บสาหัสไปตามๆกัน

แล้ว “วัว” เข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไรเรื่องของเรื่องก็คือการที่ตราสารเหล่านั้นขายได้ดี ทั้งๆที่มีความเสี่ยงสูงมาก ก็เพราะสถาบันจัดอันดับเครดิตชื่อก้องโลกอย่าง [email protected] หรือ Moody’s ต่างให้อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารสูงมาก ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อถือ และลงทุนจำนวนมาก

พอทุกอย่างล่มสลายลงอย่างรวดเร็วความเสียหายรุนแรง และลุกลามจนเป็นวิกฤติ ไปถึงยุโรป ทุกสายตาและทุกนิ้ว ก็เพ่งมองและชี้ตรง มาที่สถาบันจัดอันดับเครดิตระดับยักษ์ ทางการจึงเริ่มดำเนินการสอบสวนทันทีว่าตราสารที่เสี่ยงขนาดนี้ ให้เรทติ้ง สูงขนาดนั้นได้อย่างไรกัน

การสอบสวนและดำเนินคดี ใช้เวลาหลายปี จนในที่สุด เมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง[email protected] ก็ยอมทำข้อตกลงกับรัฐบาลกลาง และรัฐบาลอีก 19 รัฐ ยอมจ่ายค่าเสียหาย จำนวนสูงถึง1.4 พันล้านเหรียญ หรือ 45,000 ล้านบาทหนักหนาเอาการ

ที่ว่า วัว เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เป็นเกร็ดเล็กๆในการสอบสวน เพราะทางการได้รวบรวมเอกสารหลักฐานจำนวนมาก แต่มีเอกสารชิ้นหนึ่งที่ไปเกี่ยวกับวัว ก็คือนักวิเคราะห์คนหนึ่งของ S&P ได้ส่งอีเมล์ไปถึงอีกคนหนึ่ง เขียนข้อความว่า“เราเรททั้งนั้นแหละตราสารแบบนี้ “วัว” ก็ทำได้ และพวกเราก็เรทได้ !” และอีกฉบับหนึ่งเขียนว่า “หวังว่าพวกเราจะรวยและเกษียนกันหมดแล้ว ก่อนที่บ้านหลังนี้จะพังลงมานะ!”เจ้าหน้าที่จึงนำมาเป็นหลักฐานแสดงว่า การวิเคราะห์ไม่มีคุณภาพดีพอ

ก่อนหน้านั้น [email protected] ได้แถลงต่อสู้ว่า การที่ถูกรัฐบาลอเมริกันฟ้อง ก็เพราะรัฐบาลต้องการแก้แค้นที่ [email protected] ได้ลดอันดับเครดิตของอเมริกาจาก AAA เป็น AA+ เมื่อปี 2011 และการที่Moody’s ไม่ได้ถูกฟ้องเพราะไม่ได้ลดอันดับสหรัฐ

เมื่อคดีนี้ยุติลง เรื่องก็น่าจะจบเพียงแค่นี้ แต่ Wall Street Journal กลับรายงานว่าคดีนี้ “มีกลิ่นอายทางการเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเดิมนั้นรัฐบาลได้เรียกร้องค่าเสียหายจำนวนถึง 3 พันล้านเหรียญ แต่อยู่ดีๆ ก็ลดลงมาเหลือเพียง1.4 พันล้านเหรียญเท่านั้นเองและยังสรุปด้วยว่า [email protected] ไม่ได้ทำความผิดอะไรเลยในการจัดอันดับเครดิตเพียงระบุว่ามีความบกพร่องเท่านั้น

WSJ เปิดเผยด้วยว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เกิดขึ้นตั้งหลายปีมาแล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่รีบดำเนินคดี พอ[email protected] ประกาศลดอันดับเครดิตของอเมริกาเท่านั้นเอง อีกเพียง18 เดือนต่อมา รัฐบาลก็ฟ้อง [email protected] ทันที ทำให้ [email protected] อ้างว่าถูกรัฐบาลแก้แค้น และประกาศว่าจะเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลต้องการล้างแค้น S&P จริงๆ
ประธานของ McGraw Hill Financial บริษัทแม่ของ [email protected] ก็เคยเปิดเผยว่าเพียง3 วันหลังจากที่[email protected] ลดอันดับรัฐบาล นาย ทิม ไกด์เนอร์ รัฐมนตรีคลัง ได้โทรศัพท์มาบอกเขาด้วยความโกรธว่า “จะจับตาดูพฤติกรรมของS&P อย่างใกล้ชิด” แต่นายไกด์เนอร์ ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลโทรศัทพ์ระบุว่า ในวันนั้น หลังจากได้คุยกับ ประธานาธิบดีโอบาม่าแล้ว นายไกด์เนอร์ก็ออกมาโทรศัพท์ถึงประธาน McGraw ทันที!

WSJ ยังระบุว่า การยอมความกันเช่นนี้ ทำให้ [email protected] ไม่มีข้อมัวหมองทางกระบวนการจัดอันดับ ขณะเดียวกัน S&P ก็ตกลงที่จะไม่เปิดเผยและไม่หาข้อมูลเพิ่มเติมว่ารัฐบาลล้างแค้นตนอย่างไร ฯลฯ ซึ่งถ้าผมจะสรุปก็คือ WSJ กำลังบอกว่าต่างฝ่ายต่าง “เกาหลัง” ให้แก่กันและกัน แล้วก็หายคันกันทั้งคู่ ประมาณนั่นแหละครับ

ถ้าข้อสังเกตของ WSJ เป็นจริง ก็สะท้อนว่า ไม่ว่าประเทศใดรัฐบาลก็ไม่อยากให้ใครแตะต้องมากนัก ถึงแม้อันดับเครดิตของอเมริกาที่AA+ ก็ยังสูงอยู่มาก แต่มันเป็นการเสียศักดิ์ศรี รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็เคยมีอาการเดียวกัน เมื่อคราวถูกลดอันดับครั้งแรก แต่มาถึงวันนี้ ญี่ปุ่นก็ถูกลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเหลือ AA- แล้วในขณะที่ Moody’s ก็เพิ่งลดอันดับญี่ปุ่นลงไปเหลือ A1เท่านั้น

กลับมาเรื่อง วัว อีกครั้งครับ สรุปว่าอีเมล์เรื่องวัว ได้มีส่วนเล็กๆที่ทำให้ [email protected] เดือดร้อนมาแล้ว ดังนั้นใครที่คิดจะเขียนอะไรในอีเมล์ หรือ เฟสบุ้ค หรือ อินสตาแกรม ไม่ว่าส่วนตัวหรือองค์กรก็ตาม พึงคิดให้รอบคอบมากๆ เพราะเมื่อเขียนและโพสต์ไปแล้วมันก็จะอยู่ในโลกไซเบอร์ ตลอดไป
จะลบอย่างไร ก็ไม่ได้แล้วนะครับ