กระแสต่อต้านคัดค้านครึกโครมช่วงนี้ เห็นทีจะต้องยกให้กับความ "ไม่ลงรอย" กับการเปิดสัมปทาน
ปิโตรเลียมรอบที่ 21 งานนี้ต้องบอกได้เลย แบ่ง 2 ฝ่ายชัดเจน ฝ่ายหนึ่ง "เห็นด้วย" อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย "ค้านตลอด"จริงๆ เรื่องนี้เริ่มออกอาการไม่เห็นด้วยมาระยะหนึ่งแล้ว แต่อาจจะยังไม่ปรากฏมากนัก เพราะมีเรื่องอื่นที่ร้อนแรงกว่า
เมื่อเวลางวดเข้ามาเมื่อถึงตอนที่จะต้องเปิดให้ผู้สนใจ ยื่นคำขอรับสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ภายใต้ระบบสัมปทาน รอบที่ 21 ซึ่งครบกำหนดวันยื่นไปแล้วเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ก่อนถึงวันยื่นไม่กี่วันกระแสกดดันที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เริ่มมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งรัฐบาลถึงกับต้องเปิดเวทีกลางรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลขึ้นมา โดยเฉพาะฝ่ายที่เห็นต่างต้องการให้รัฐบาลยกเลิกการให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบนี้
ฉะนั้นในเมื่อความเห็น "ไม่ลงรอย"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำ จำเป็นต้องหาทางออกกับเรื่องนี้ เพื่อหยุดยั้งกระแสคัดค้าน และให้การจัดการเดินไปข้างหน้าได้
กระทั่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตัดสินใจชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ออกไป โดยให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาแก้กฎหมายปิโตรเลียมก่อน ตรงนี้ประเมินกันว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการแก้ปัญหา
ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีจุดยืนต่างกัน ฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันการเปิดสัมปทานเพื่อสร้างความมั่นคงพลังงาน มองว่ารูปแบบการให้สัมปทาน รัฐได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนฝ่ายคัดค้านไม่ได้โต้แย้งประเด็นความจำเป็น แต่เห็นว่าควรแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมฉบับปัจจุบัน ก่อนเปิดสัมปทาน แต่ควรให้ภาครัฐมีอำนาจต่อรองมากกว่า
ดังนั้นหากยังมีความเห็นต่างเชื่อเถอะ..16 มี.ค.นี้ ยังไงๆ ก็ไม่สามารถที่จะเปิดให้เอกชน ยื่นคำขอรับสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้แน่นอน การแก้ข้อขัดแย้งคงไม่สามารถทำกันได้ในระยะเวลาอันใกล้
สิ่งสำคัญเรื่องนี้จะเดินหน้าหรือถอยหลังอย่างไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มที่เห็นต่าง ฉะนั้นบุคคลที่มีรายชื่อเหล่านี้จำเป็นต้องทุ่มเทการทำงานเพื่อหาทางออก ไม่ว่าจะเป็น คุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน มนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน พล ธีรคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญสำนักกฎหมายกรมสรรพากร ประภาส คงเอียด ที่ปรึกษากฎหมาย กระทรวงการคลัง ไกรฤทธิ์ นิลคูหา อดีตอธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พ.พ.) บุญบันดาล ยุวนะศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัมปทานปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี สถาบันเอ็มไอที
เช่นเดียวกับฝ่ายที่เห็นต่างอย่าง นต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ม.ล.กรกสิวัฒณ์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระ รสนา โตสิตระกูล สปช.ด้านพลังงาน ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ วิวัฒน์ชัย อัตถากร อาจารย์ประจำสถาบันพัฒนบัณฑิตและบริหารศาสตร์
ช่วงเวลาที่เหลือจะแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมฉบับปัจจุบัน อย่างไร เพื่อให้เกิดความเหมาะสม คงเป็นหน้าที่ของกลุ่มคนเหล่านี้
นับจากนี้ไปก็ต้องพิสูจน์กันต่อว่า รัฐบาลจะมีความกล้าหาญแค่ไหนที่จะยืนยันเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 หรือจะใช้ระบบไหนเพื่อความเหมาะสม ที่สำคัญต้องเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ
ก็เหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ พยายามตอกย้ำเสมอ "หากกรณีพลังงานไม่เพียงพอ หรือมีผลต่อความเชื่อมั่น ทุกคนที่แสดงความคิดเห็นก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน"
เอาละ..จะทำอย่างไรออกมารูปแบบไหน หวังว่าทุกฝ่ายคงจะมีการพูดคุยกันด้วยเหตุและผลจริงๆ วันนี้ยังบอกไม่ได้ฝ่ายไหนข้อมูลดีกว่ากัน กาลเวลาคงเป็นเรื่องพิสูจน์มากกว่า








